บแผล” เธอกลัว กลัวว่าความบุ่มบ่ามของตัวเองจะทำร้ายเขา กลัวว่าเขาจะเจ็บปวดดังนั้นแม้ว่าจะโหยหาแค่ไหน เธอก็ต้องระงับมันไว้ซูเจ๋อขมวดคิ้วที่เรียวยาวของเขาเล็กน้อย เขามองเห็นความระแวดระวังและความโศกเศร้าที่เธออดกลั้นไว้ได้อย่างชัดเจน ดวงตาของเขาเป็นดั่งประกายไฟที่สลักเธอเอาไว้ด้วยประกายไฟเพียงริบหรี่ในยามที่ไม่มีเฉินเสียนเขามักจะนิ่งเงียบและไม่แยแสสิ่งใด แต่เธอเป็นคนเดียวที่รบกวนเขาได้เสมอทันใดนั้นซูเจ๋อก็ยื่นมือออกไป เขาใช้แขนโอบรอบเฉินเสียนไว้และดึงเธอเข้ามาแนบกาย153
ซูเจ๋อจับมือทั้งสองข้างของเธอให้โอบรอบเอวของเขา กดศีรษะของเธอแนบอกให้เธอฟังเสียงหัวใจและเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “ถ้าอยากกอดก็กอดข้าแน่นๆความเจ็บปวดที่ผิวกายก็แค่เรื่องเด็กๆ อ่อนนุ่มไม่ต่างจากดินโคลนในฤดูใบไม้ผลิ”เมื่อฟังเสียงหัวใจของเขา น้ำตาของเฉินเสียนก็ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเฉินเสียนซุกหน้าอยู่ในอ้อมอกของเขา น้ำตาอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลซึมลงไปในชุดและแผ่ซ่านไปจนถึงแผงอกกว้างความร้อนรุ่มนั้นแผดเผาเข้าไปในหัวใจของซูเจ๋อและทรมานจิตใจของเขา“ถ้ารู้แต่แรกว่าท่านบาดเจ็บข้าจะพกยามาด้วย”“ต่อให้ไม่ใช้ยา ไม่ช้าก็เร็วแผลก็จะหายดี แต่แค่ต้องใช้เวลานานขึ้นอีกนิดหน่อย”เฉินเสียนกอดเขาแต่ไม่กล้าออกแรงมากเกินไป เมื่อระงับความอยากไม่ไหวร่างกายของเธอจึงเกร็งขึ้นเล็กน้อยอย่างลังเลซูเจ๋อไม่กังวลเลยสักนิดเมื่อเทียบกับเฉินเสียน เขาจับไหล่ของเธอไว้และแทบทน