ใจของเธอเหมือนค่อยๆ หล่นฮวบลง เธอหลุบตาลงต่ำพร้อมกับพูดขึ้นว่า : “ข้ารู้แล้ว ขอแค่อย่าให้ข้าต้องกินโจ๊กเนื้องูก็พอ”แววตาของซูเจ๋อเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เขากระซิบเสียงเบาว่า : “ดีงูเนื้องูข้าให้ท่านกินเพียงครั้งเดียวก็พอ วันข้างหน้าข้าจะไม่ให้ท่านกินอีก”เฉินเสียนยิ้มขึ้นเบาบาง“ข้าต้องไปแล้ว รักษาตัวด้วย”เฉินเสียนเองก็พยักหน้าเบาๆซูเจ๋อรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีอะไรอยากจะพูด จึงขยับผ้าห่มขึ้นมาห่มให้เธอ หยิบหมวกขุนนางที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมา เหลือทิ้งไว้เพียงเงาแผ่นหลังที่สูงตระหง่านของเขาเฉินเสียนที่ทำใจไม่ได้ รู้สึกเหมือนความอบอุ่นทั้งหมดกำลังจะสลายจางหายไปพร้อมกับเขายังไงอย่างงั้นเธอจึงเอ่ยปากถามขึ้นว่า : “ท่านจะมาอีกหรือเปล่า?”ซูเจ๋อชะงักฝีเท้าลง ค่อยๆ หมุนตัวกลับมา นัยน์ตาของเขาดุจเปลวไฟที่ลุกโชน เขายิ้มขึ้นที่มุมปากเบาบาง : “ไม่รู้ว่าครั้งหน้านั้นจะเป็นเมื่อไหร่กัน”สีหน้าแววตาของเฉินเสียนท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกที่ผิดหวัง ตอบกลับไปด้วยนำเสียงที่เบาบางว่า : “ข้ารู้แล้ว”ซูเจ๋อจึงพูดขึ้นว่า : “ท่านทำใจจากข้าไม่ได้ แต่กลับไม่ยอมพูดอยู่แบบนี้ ข้าจะรู้ได้อย่างไรกัน”เฉินเสียนอึ้งไปเล็กน้อย เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา พร้อมกับพูดขึ้นว่า :“ท่านรู้ดีอยู่แก่ใจว่าข้าทำใจให้ท่านจากไปไม่ได้อยู่แล้ว”17
แววตาของซูเจ๋อลุ่มลึก และเมื่อได้ยินเฉินเสียนพูดคำว่า “ทำใจไม่ได้”ออกมา มันก็ยิ่งลุ่มลึ