ภายหลัง สองขาเฉินเสียนไร้เรี่ยวแรงราวกับย่างเหยียบอย่◌ูบนดอกฝ้าย เอ่ยด้วยความรำไรอย่างท่วมท้น “ซูเจ๋อ ข้าใกล้จะหายใจไม่ได้แล้ว”เสียงแผ่วเบาอันอ่อนนุ่มและอาลัยรักวนเวียนอยู่รอบๆหูซูเจ๋อดื่มดํ่าไปมาอีกสักพักแล้วค่อยๆปล่อยออกทั้งสองแข่งกันหายใจหอบเหนื่อยอย่างวุ่นวายอยู่ในห้องที่เงียบสงัดซูเจ๋อหลุบตามองหัวใจเฉินเสียนเต้นรัวแรง ติ่งหูสีแดงฉานกระจายไปยังลำคอกับใบหน้าอันขาวเนียนเกลี้ยงเกลา ตัดกับดวงตาสุกสกาวแวววับ ช่างงามพิสุทธิ์ชวนหลงใหลยิ่งนักซูเจ๋อยื่นนิ้วไปลูบไล้คางของเธอจนแดงระเรื่อ ริมฝีปากอิ่มเอิบบวมแดงเฉินเสียนอ้าปากเอ่ยกับเขาเบาๆด้วยเสียงแหบพร่า “ซูเจ๋อ”ชั่วอึดใจนี้ซูเจ๋อรู้สึกว่าเพียงถ้อยคำเบาๆหนึ่งประโยคกับหนึ่งอากัปกิริยา เธอก็ปะเหลาะเขาจนใจละลายแล้วซูเจ๋อยื่นมือโอบกอดเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่นหนึบเขาก้มหน้าถูไถอยู่บนบ่าเธอพร้อมกับกล่าวว่า “ข้ากลับมาแล้ว”เฉินเสียนหรี่ตาดื่มดํ่าความรู้สึกอบอ่◌ุนและปลอดภัยเมื่อยามถูกเขาสวมกอดเธอยกมือกอดกลับแบบไม่อิดออดอ้อมกอดนี้ยังคงรู้สึกคุ้นเคยจนทำให้เธอนํ้าตาคลอเบ้า532
จากนั้น มือที่กอดไหล่เขาพลันรู้สึกเหนียวชื้นร่างกายเฉินเสียนแข็งทื่อซูเจ๋อกลับพูดด้วยเสียงอ่อนโยนแบบไม่มีอะไรเกิดขึ้น “อย่าขยับ บาดแผลข้าฉีกขาดแล้ว ท่านให้ข้ากอดอีกหน่อยเถอะ”เฉินเสียนกล่าวอย่างปวดใจ “รู้ว่าแผลฉีกขาดแล้วยังใช้แรงอีก”“ควบคุมไม่อยู่”“เจ็บไหม?”ซูเจ๋อกล่าว “ถูกท่านดึง