เมื่อยามใกล้เที่ยง เฉินเสียนก็รู้สึกหิวข้าวเช่นกันหลังเธอชิมอาหารไปได้ไม่กี่คำ พลางดื่มเหล้าหมักสับปะรด ซึ่งรสชาติไม่ได้ต่างจากตอนดื่มบนเรือมากนักหากแต่ทั้งอาหารและเหล้าหมักสับปะรดในที่แห่งนี้ ช่างขาดความสดใหม่เสียจริง บวกกับโรงเหล้าซอมซ่อและสกปรก จึงไม่ค่อยมีผู้ใดยินดีมาเยือนเฉินเสียนรู้ว่าดีกรีเหล้าหมักสับปะรดนั้นแรงยิ่งยวด ไม่อาจดื่มแทนนํ้าผลไม้ได้เหมือนเฉกเช่นคราก่อนซูเจ๋อเห็นเธอรู้จักประมาณการดื่ม พลางปล่อยให้เธอดื่มตามใจชอบเขากล่าวเพียงว่า “ท่านอย่าได้ดื่มในงานเลี้ยงคืนนี้เชียวละ”เฉินเสียนไม่อาจปฏิเสธได้เขาเสริมอีกหนึ่งประโยคในเชิงพูดคุยทั่วไปว่า ” กินอาหารให้น้อยเสียด้วย”เฉินเสียนช้อนตามองเขา “ท่านกลัวว่าคนแซ่จ้าวจะวางยาพิษใส่ข้ารึ”“ท่านคงยังมิทราบว่าท่านเป็นที่หมายปองของเขา”อาหารติดคอเฉินเสียน สุดแสนลำบากกว่าจะกลืนลงไปได้ เอ่ยติดฉงน “ข้าหักหน้าเขา ไยข้าถึงเข้าตาเขา หากข้าปลิดชีพเขาทิ้ง เขาไม่ต้องรักข้าหัวปักหัวปำหรือไง?”ซูเจ๋อจิบชา พลางเอ่ยว่า “เขาชอบท่าน ก่อนที่ท่านจะหักหน้าเขา”304
“เฮ้อ ท่านคิดมากไปหรือไม่”ซูเจ๋อส่งยิ้มให้เธอ พลางกล่าวว่า “อาจจะใช่ อย่างที่เคยบอก ข้าเป็นจอมริษยาชั้นดี”เฉินเสียนคีบอาหารส่งให้ซูเจ๋อ อดกลั้นรอยยิ้มมุมปากพร้อมกับเอ่ยว่า “อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายก็เป็นได้”เธอถามต่อว่า “ประหนึ่งท่านล่วงรู้ก่อนแล้วว่าฉินหรูเหลียงมีอันต้องพ่ายแพ้แด่สงคราม?”ซูเจ๋อหย