สายตาของแม่ทัพเหล่านั้น เฉินเสียนเป็นแค่เพียงอดีตองค์หญิง ซูเจ๋อเป็นเพียงขุนนางฝ่ายพลเรือนที่มีฝีปากในการพูด ส่วนเฮ่อโยวก็เป็นเพียงคุณชายที่เคยแต่ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ต่อให้รวมแม่ทัพโฮ้วที่มักจะถือตัวว่าตนเองอาวุโสกว่าซึ่งมาได้ทันเวลาพอดี ก็ไม่ได้ถือว่ามีผลกระทบใดๆ เลยแม่ทัพเหล่านี้วางอำนาจบาตรใหญ่อยู่ในกองทัพนานเกินไป ดูถูกคนพวกนี้และคิดไปเองว่าคนจากเมืองหลวงรู้จักแต่เพียงช่วงเวลาที่สุขสงบจ้าวเทียนฉีหันไปมองเฉินเสียนและเอ่ยอย่างเหยียดหยามว่า “อ้อ ที่แท้ก็องค์หญิงนี่เอง นี่คือสถานที่สำคัญของกองทัพ องค์หญิงเป็นแค่ผู้หญิง เกรงว่าคงไม่เหมาะสมนักที่จะมาที่นี่” สีหน้าของเขาเย็นชาขึ้นและเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “และยิ่งไม่ควรจะมาชี้นิ้ววิจารณ์การจัดการกิจทางทหารของข้า”ในเมื่อแม่ทัพโฮ้วอยู่ในสถานะที่ตํ่ากว่า ซูเจ๋อเองก็ไม่คิดจะเอ่ยปาก เธอจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเล่นไปตามบทบาทขององค์หญิงเฉินเสียนก้าวไปในกระโจมด้วยความสุขุม เธอยิ้มและเอ่ยว่า “ถ้าไม่มาก็คงไม่รู้ พอได้มาเห็นแม่ทัพจ้าวจัดการกิจทางทหารเช่นนี้ ข้าไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดต้าฉู่จึงได้ประสบกับความปราชัย”“ท่านว่าอย่างไรนะ” จ้าวเทียนฉีถลึงตามองอย่างโกรธเกรี้ยว “ท่านกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับการสู้รบกับแม่ทัพอย่างข้ารึ”295
เฉินเสียนเดินไปอย่างสุขุมและกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะเป็นสตรี แต่คราวนี้ข้าก็แบกรับพระบรมราชโองการขององค์จักรพรรดิมาด้วย หลัง