ซูเจ๋อมองเธอด้วยแววตาที่ลุ่มลึก เขายกมือขึ้นทัดผมให้เธออย่างอ่อนโยนแล้วจึงพูดขึ้นว่า : “ท่านจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าข้ามาเพราะอะไร”“ท่านเคยคิดหรือไม่ว่าการเจรจาสันติภาพครั้งนี้จะล้มเหลว แล้วท่านเคยคิดหรือเปล่าว่าท่านอาจจะต้องโทษได้ หลังจากที่ท่านกลับไปแล้ว ท่านยังกลับไปเป็นบัณฑิตที่ปลอดภัยไร้กังวลได้อีกหรือไม่?” เฉินเสียนถามขึ้นด้วยเสียงลอดไรฟันซูเจ๋อตอบกลับไปว่า : “ไม่เคยคิด”เฉินเสียนพูดขึ้นด้วยความโมโห : “งั้นท่านก็ควรจะไปคิดพิจารณาให้ดี”ซูเจ๋อเห็นสีหน้าท่าทีที่ทั้งเครียดและร้อนใจเป็นกังวลของเธอ ราวกับว่าจะระเบิดในวินาทีถัดไปยังไงอย่างงั้นเขาจึงพูดขึ้นด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยน : “อย่าโมโหเลย โมโหแล้วผมขาวจะงอกนะ ท่านให้ข้าไปคิดพิจารณาดีๆ แต่ตอนนี้มันสายไปแล้ว สู้สงบจิตสงบใจนั่งดื่มชาไม่ดีกว่าหรือ”เฉินเสียนจึงพูดขึ้นว่า : “ใครจะดื่มชากับท่าน อย่ามาไม้นี้! ท่านเป็นคนที่คิดไตร่ตรองวางแผนได้ดีเสมอมาไม่ใช่หรือ องค์จักรพรรดิตั้งใจจะทำลายท่าน ท่านก็ยอมให้ทำลายอย่างนั้นหรือ?! ความคิดเห็นที่ท่านบอกกับข้าก่อนหน้านี้ล่ะ ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะยังใช้แผนแกล้งป่วยได้อีก”ซูเจ๋อพูดขึ้นเป็นปี่เป็นขลุ่ยว่า : “อืม ในเมื่อท่านเองก็ยังพูดมาแบบนี้ ครั้งนี้ข้าอาจหลีกเลี่ยงได้ ครั้งหน้าฝ่าบาทก็คงจะหาวิธีมาจัดการข้าอยู่ดี คิดไปคิดมาเดินทางออกจากเมืองหลวงตามมาจีบท่านน่าจะคุ้มกว่า”205
เฉินเสียนพูดอะไรไม่ออกตอนนี้เธอก