ิ่งนี้ไปด้วยหรือไม่เพคะ?”นางกลัวว่าเฉินเสียนจะนอนไม่หลับถ้าเธอไม่พกติดกายไปด้วยของบางสิ่ง ที่เหมือนมีเวทมนตร์บางอย่าง ซึ่งทำให้ผู้คนรู้สึกสงบใจและสบายใจเฉินเสียนมองไปที่ขลุ่ยไม้ไผ่ นิ่งไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขามีความเจ็บปวดอยู่จางๆ และกล่าวว่า “ไม่จำเป็น ข้าจะเอามันไปคืน”การยึดติดกับสิ่งของอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องดีเธอจะไม่มีวันได้ออกไปหลังจากคืนขลุ่ยไม้ไผ่ให้ซูเจ๋อแล้ว ต่อไปมันก็ควรจะจบลงเธอไม่อยากคิดถึงเขาอีกแล้วไปคราวนี้ไม่รู้ว่าจะได้กลับมาจริง ๆ หรือเปล่าเฉินเสียนถือขลุ่ยไม้ไผ่ไว้ในมือแน่น ฝ่ามือของเธอก็ร้อนขึ้นเล็กน้อย เธอเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าเรียบง่ายและออกจากจวนแม่ทัพ109
เคยคิดว่าเรือนของซูเจ๋อต้องเดินไปตามตรอกซอกซอยที่ซับซ้อน และเดิมทีเธอก็จำทางไม่ได้เฉพาะตอนนี้ที่อ้อมประตูหน้าเรือนของซูเจ๋อและเข้าไปในตรอกด้านหลัง เฉินเสียนรู้สึกว่าทุกย่างก้าวของเธอ เธอรู้สึกอย่างชัดเจนเธอมาที่ประตูหลังเรือนของซูเจ๋อ ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มองขึ้นไปที่ประตูที่ปิดสลัวภายใต้แสงจันทร์เฉินเสียนสูดหายใจเข้าลึก ๆ และไม่สามารถระงับอาการใจสั่นที่อธิบายไม่ได้ในใจของเธอได้เมื่อก่อนเธอเคยจากที่นี่ไปแล้ว เมื่อตอนนั้นซูเจ๋อยืนอยู่ข้างประตูส่งเธอ เธอก็เคยเข้าไปที่นี่ เมื่อนั้นซูเจ๋อก็ยืนอยู่ข้างประตูมารับเธอเธอยืนอยู่หน้าประตูของเขาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเคาะประตูเธอกำลังคิดว่า ถ้าเธอเคาะประตู ใครจะเป็นคนเปิ