านนอก กล่าวว่า “องค์หญิงเพคะ แม่บ้านจ้าวยังคุกเข่าอยู่ด้านนอก นางอายุก็มากแล้ว คุกเข่าทั้งคืนเกรงว่าจะทนต่อไปไม่ได้”เฉินเสียนที่เอนตัวอยู่บนเตียง นอนก็นอนไม่หลับ รู้สึกสับสนวุ่นวายในใจเมื่ออยู่ในพระราชวัง ฉินหรูเหลียงคุกเข่าอยู่ที่ท้องพระโรง เพื่อวิงวอนให้กับหลิวเหมยอู่ทั้งเหตุการณ์นั้นได้หมอบกราบอย่างเลื่อมใส และได้สร้างความจดจำให้กับเฉินเสียนอย่างยิ่งแม่ทัพผู้สง่างาม เพื่อหญิงคนเดียวยอมถ่อมตนอย่างนั้น และเวลานั้นนางทำให้ความคิดของฉินหรูเหลียงมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จริงๆ แล้วรู้สึกว่าเขาเป็นคนน่าสงสารฉินหรูเหลียงเป็นห่วงนาง ส่วนนางแม้แต่ครึ่งคำก็ยังไม่เชื่อแต่ฉินหรูเหลียงไม่ใช่เพื่อเข้าข้างหลิ่วเหมยอู่โดยไม่สนใจแต่กลับไม่เกิดความรู้สึกบาปทางใจที่ทำร้ายนาง623
เขาไม่อาจทำทั้งสองอย่างได้ ยินยอมให้ตัวเองได้รับโทษ อย่างนี้ถึงสามารถปกป้องหลิ่วเหมยอู่ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนี้จะสามารถลบล้างทุกสิ่งในอดีตได้ดังนั้นเฉินเสียนก็ไม่ได้คอยซํ้าเติม แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเพียงชั่วพริบตาเดียว แม่บ้านจ้าวก็นั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอกไปถึงยามวิกาล พูดก็ใกล้จะไม่ไหวแล้ว “บ่าวขอร้ององค์หญิงได้โปรดเมตตา………”เสียงเปิดประตูห้องก็ได้ดังขึ้นมาใต้แสงเทียนที่สลัว เฉินเสียนได้ยื่นบังแสงที่หน้าประตู และสีหน้าที่เย็นชานางมองไปที่แม่บ้านจ้าวที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน แล้วพูดว่า “เห็นแก่เจ้าที่ได้ปรนนิ