ัน รวมถึงฉู่อี้อันและคนอื่นที่อยู่ตรงนั้น ต่างก็เงียบเสียงกลั้นหายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องสะกิดประเด็นนั้นขึ้น
—————————————————
ช่วงเวลากลางคืนท้องฟ้ามืดสนิท ทั้งตัวเมืองหลวงถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาว
“ประมาทเลินเล่อจนเกิดเหตุร้ายเยี่ยงนี้ การที่ฝ่าบาทวางแผนแบบนั้น คงคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกอยู่ในการควบคุมของตนสินะ แต่ดูท่าครั้งนี้คงทำให้เขาโกรธโมโหใหญ่แล้วล่ะ” ทางแยกด้านนอกประตูวังทางทิศใต้ ฉู่สวินหยางในผ้าคลุมตัวหนากำลังยืนมองม้าเร็วที่วิ่งเข้าไปยังประตูวังด้วยความรวดเร็ว ริมฝีปากของนางค่อยๆ ยกยิ้มอย่างเย็นชา
ฉู่ฉีเหยียนเป็นคนควบคุมนิสัยและอารมณ์ของตนได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม เขาก็ควบคุมได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เผยพิรุธใดให้ฮ่องเต้เห็น กลัวเสียแต่ว่าคนอย่างฉู่อี้หมินนั้น พอไปยืนอยู่ตรงหน้าฮ่องเต้แล้วจะหลุดปากเผยพิรุธออกมาได้
ในวันนี้เรื่องทั่วป๋าไหวอันเป็นที่รู้กันไปทั่วแล้ว ฮ่องเต้ย่อมโมโหแน่นอน เกรงว่าคืนนี้อย่าคิดที่จะหาความสงบสุขภายในพระราชวังเลย
“ในสนามรบหากไม่มีผู้บัญชาการทหารที่รบชนะทุกสนาม ก็อย่าได้คิดแหยมกบฏเจ้าแผนการเลย!” ด้านข้างนางคือเหยียนหลิงจวินที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างขี้เกียจ ก้มหน้าเล่นแส้หางม้าในมือ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยขึ้นว่า “เขาปกครองบ้านเมืองอย่างเอาแต่ใจมาตั้งหลายปี ก็ถึงเวลาที่เขาต้องลองลิ้มรสความเจ็บปวดที่ตัวเองก่อขึ้นบ้างแล้วล่ะ