งแม้เขามีนิสัยเจ้าชู้เหมือนผู้ชายคนอื่น แต่อย่างน้อยเขายังรู้จักแยกแยะ จึงไม่มีชื่อเสียงในด้านไม่ดีให้เป็นที่เล่าลือกัน
คนแซ่เจิ้งคุยกับฉู่หลิงอวิ้นไปได้สองประโยค แม่นมกู้ก็เดินเข้ามาบอกว่า “ท่านหญิงเจ้าคะ เตรียมรถม้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่หลิงอวิ้นอายุน้อยกว่า จึงไม่จำเป็นต้องให้คนแซ่เจิ้งเดินมาส่งนางถึงหน้าประตูด้วยตนเอง นางเดินออกมาจากเรือนพร้อมกับจางอวิ๋นอี้ โดยที่คนหนึ่งเดินนำหน้าอีกคนเดินตามหลัง
ตอนจางอวิ๋นอี้อยู่ในจวนอ๋องหนานเหอ เขาระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา นิ่งเงียบไม่ส่งเสียงสักนิด
เดินไปได้สองก้าว ก็ได้ยินฉู่หลิงอวิ้นพูดขึ้นว่า “ท่านแม่เป็นคนพูดตรงไปตรงมา นางหาได้มีเจตนาร้ายไม่ ซื่อจื่อ
อย่าคิดมากเลยนะเจ้าคะ”
จางอวิ๋นอี้ตกใจ หันหน้ามองขวับ พลันเห็นอีกฝ่ายส่งสายตาที่แฝงไปด้วยรอยยิ้มให้
รอยยิ้มของฉู่หลิงอวิ้นเบาบาง แต่ด้วยใบหน้าอันสละสลวยของนางแล้ว ความสุขและความทุกข์บนใบหน้าของนางที่เดี๋ยวยิ้มเดี๋ยวหุบนั้นช่างงดงามยิ่งนัก
ราวกับดอกโบตั๋นสีสดใสที่ออกดอกอยู่บนที่สูง ยืนต้นต้อนรับสายลม ภายใต้ความเย่อหยิ่งจองหองนั้นแฝงไปด้วยความอ่อนโยนสวยงาม
จางอวิ๋นอี้ยืนมองจนตาค้าง รีบพูดระคนหัวเราะขึ้น “มิบังอาจ! ท่านหญิงก็กล่าวเกินไป!”
ฉู่หลิงอวิ้นหัวเราะ แต่มิได้บ่งบอกอยู่ดีว่าหมายถึงอะไร นางก้าวเท้าเดินหน้าต่อไปด้วยท่วงท่าสง่างาม
เมื่อคนกลุ่มหนึ่งเดินไปถึงประตูใหญ่ แต่จางอวิ๋นเ