ุกเข่าลงหนึ่งข้างพูดขออภัยโทษ
ฉู่ฉีเหยียนไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ตอบตกลง ปล่อยให้เขาคุกเข่าต่อไป จากนั้นหันไปมองเขาอีกครั้ง
ราวกับว่าหลี่หลินเข้าใจความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ เขารีบหยิบยาที่เหน็บไว้อยู่ที่เอวออกมาสองเม็ดแล้วยื่นให้ แล้วพูดขึ้นว่า “ยาของท่านหญิงซูซื้อมาจากจิ่นซั่งฮวาขอรับ ปกติแล้วเป็นยาที่พวกหญิงบำเรอมักใช้เพื่อปลุกเร้าอารมณ์ ของแขก ส่วนอันนี้เป็นยาถอนขอรับ!”
ฉู่ฉีเหยียนรับมา ไม่เอ่ยเสียงใดขึ้น เขาเพียงดื่มชาแล้วกลืนยานั่นลงไป
—————————————————
วันรุ่งขึ้น
เรื่องของซูหว่านก็ถูกส่งข่าวมาถึงในวัง ซึ่งทำให้ฮ่องเต้โมโหเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก ตบหัวกระทืบหน้าซูหลินแล้วด่าทออย่างเสียหาย
ซูหลินคุกเข่าร้องห่มร้องไห้อยู่กลางท้องพระโรง สีหน้าเจ็บปวดทรมาน กล่าวโทษตัวเองอย่างน่าอนาถไม่หยุด “เป็นความผิดของกระหม่อมเอง กระหม่อมเห็นว่าพระชายาขององค์ชายห้าต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนไปอยู่ ณ ที่ห่างไกล นางรู้สึกแย่ทรมานหัวใจ ถึงได้ไม่ห้ามและให้นางดื่มเพิ่มอีกสองแก้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่านางจะพลาดท่าตกน้ำจนเสียชีวิต! ฝ่าบาท กระหม่อมผิดเองพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูหลินคลานอยู่บนพื้น สีหน้าหวาดกลัวและโศกเศร้า ไม่เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
ภายในไม่กี่วันนี้เกิดเรื่องขึ้นไม่หยุดหย่อน ความอดทนของฮ่องเต้เองก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว
เขาหยิบพระราชสาส์นที่วางอยู่ไม่ไกลมือนักโยนลงไปบนโต๊ะอย่างรุนแรง ก่นด่าอย่างโมโหว่า “นางเป็นสาวที่