ยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลังของหลัวฮองเฮาอย่างว่าง่าย
หลัวฮองเฮาเห็นสีหน้าของฮ่องเต้ไม่สู้ดี แล้วมองซูหลินที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้า จึงเอ่ยเสียงขึ้นอย่างเห็นใจ “ฝ่าบาททรงกริ้วเพราะเรื่องของเด็กน้อยสกุลซูผู้นั้นรึเพคะ? พูดถึงเด็กคนนั้นแล้ว หม่อมฉันเองก็กังวลอยู่ ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ฝ่าบาทเพคะ ในเมื่อคนก็ไม่อยู่แล้ว ฝ่าบาทเองก็อย่าโกรธกริ้วไปมากกว่านี้เลยเพคะ มันไม่ดีต่อพระวรกาย”
“หึ!” ฮ่องเต้สบถพ่นลมออกทางจมูกอย่างเย็นชา ไม่แสดงท่าทีใดให้เห็นชัดเจน
เมื่อซูหลินเห็นดังนั้น ก็รีบพูดขึ้นว่า “เป็นความผิดของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ เป็นเพราะกระหม่อมปล่อยปละละเลย จนทำให้ฝ่าบาทและฮองเฮากริ้วโกรธเพราะเรื่องภายในบ้านของสกุลซู เป็นความผิดของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ!”
“พอได้แล้ว!” หลัวฮองเฮาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นบังแล้วไอออกมาสองที จากนั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วพูดขึ้นว่า “ในเมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ไปแล้ว เจ้าเองก็รู้สึกแย่ไม่น้อย ถึงแม้เด็กคนนั้นจะแต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่ปกติ เรื่องพิธีหลังจากนี้เจ้าต้องเป็นคนจัดการดูแล อย่างไรก็ตั้งใจทำมันให้ดีแล้วกัน!”
“ขอบพระทัยฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะที่ทรงเป็นห่วงกระหม่อม!” ซูหลินกล่าวขึ้นอย่างลุกลี้ลุกลน ถวายความเคารพต่อหลัวฮองเฮาด้วยสีหน้าขอบคุณ
หลัวฮองเฮาพูดออกไปมากมาย แต่ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ยังคงไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด
นางจึงหันไปมองเขาด้