วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทเพคะ เรื่องเมื่อวานมีสาวใช้มาเล่าให้หม่อมฉันฟังแล้ว มันเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น ไม่มีใครคาดคิดหรอกเพคะ คนตายไปแล้วฟื้นคืนมาไม่ได้ ฝ่าบาทเย็นพระทัยลงเถิดนะเพคะ สั่งการให้พวกเขารีบจัดการเรื่องงานพิธีที่เหลือก็พอ!”
ฮ่องเต้ไม่ค่อยสนเรื่องของซูหว่านเท่าไรนัก แต่ถ้าคิดอย่างละเอียดแล้ว หากบอกว่าเรื่องนี้ไม่น่าสงสัยเลยก็ไม่ใช่
เขาเบนสายตาไป
หลัวอวี่ก่วนก้มหน้าก้มตา พยายามเก็บควบคุมสีหน้าของตนไว้ คุกเข่าแล้วลงกราบทูล “กราบทูลฝ่าบาท เมื่อวานตอนที่หม่อมฉันออกจากวัง ได้เจอเข้ากับพระชายาขององค์ชายห้าพอดี ตอนนั้นพระชายาบอกว่าตนอารมณ์ไม่ดี อยากจะไปเดินเล่นกับหม่อมฉัน หม่อมฉันไม่กล้าปฏิเสธ จึงเดินเล่นเป็นเพื่อนนางจนไปถึงหอยลนที พระชายาบอกว่าไปโม่เป่ยครานี้ไม่รู้จะได้กลับเมื่อไร นางดูเศร้าโศกเสียใจจนดื่มเข้าไปอีกหลายแก้ว หากรู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นแบบนี้ ตอนนั้นหม่อมฉันน่าจะรั้งนางไว้ ไม่ปล่อยให้นางดื่มเสียมากมายขนาดนั้นเพคะ”
หลัวอวี่ก่วนพูดไปน้ำตาก็ค่อยๆ ไหลออกมาอย่างเสียใจในสิ่งที่ตนทำลงไป
“พอได้แล้ว เรื่องนี้ไม่โทษเจ้าหรอก!” หลัวฮองเฮากล่าวพลางโบกมือไล่พวกนางสองคน แล้วกล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้ากลับไปก่อนไป ข้ามีธุระจะคุยกับฝ่าบาท!”
“เพคะ ฮองเฮา!” ทั้งสองคนถวายความเคารพก้มศีรษะคำนับฮ่องเต้แล้วเดินออกไป
เมื่อออกมาแล้ว หลัวอวี่ก่วนรอหลัวฮองเฮาอยู่ด้านนอก แต่ซูหลินกลับเดิน