เวลานี้ฟ้ามืดแล้ว หอยลนทีแห่งนี้อาศัยความได้เปรียบทางด้านที่ตั้งอีกครั้ง ถึงจะมีคนโต้เถียงกันจนตกน้ำ ในความมืดสนิทไร้แสงไฟเช่นนี้ จะมีใครแยกออกว่าตกน้ำไปกี่คนหรือเป็นใครกันแน่?
ฉู่ฉีเหยียนยิ้ม สีหน้าเจือความชื่นชมเล็กน้อยว่า “เจ้าหมายถึง…แกล้งตาย?”
นัยน์ตาของซูหว่านพราวระยับ ตื่นเต้นกับแผนการของตนเองไม่น้อย
นางขยับไปด้านข้างอีกหนึ่งที่นั่ง แล้วคว้ามือฉู่ฉีเหยียนไว้แน่นว่า “นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของข้าแล้ว ซื่อจื่อ เจ้าช่วยข้าด้วย พาข้าไปจากที่นี่ เรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องสนใจ ข้าจัดการไว้เรียบร้อยหมดแล้ว”
ฉู่ฉีเหยียนเม้มปากและนิ่งเงียบ เพียงครุ่นคิดแล้วค่อยๆ เอ่ยว่า “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีสาเหตุ หลัวอวี่ก่วนเป็นคนของตระกูลฮองเฮา เจ้ากับนางไม่มีความแค้นกันมาก่อน แต่กลับก่อเรื่องจนมีคนตายอย่างโจ่งแจ้ง หากฮองเฮาทรงมีพระราชประสงค์ให้สืบหาความจริงให้ได้จะเป็นเรื่องยุ่งยาก”
ซูหว่านเห็นเขาดูท่าทางคล้ายกับผ่อนคลายลงก็ค่อยๆ สบายใจมากขึ้น ทว่านัยน์ตาทอประกายเย็นชาว่า “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ข้าหลอกฉู่สวินหยางมาขังไว้ที่นี่แล้ว ข้ากับหลัวอวี่ก่วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน แต่พวกนางสองคนเคยขัดแย้งกันต่อหน้าธารกำนัลมาก่อน ถ้าหากบอกว่าข้าช่วยห้ามปราบปรามไม่ให้ทะเลาะกันล่ะ?”
ซูหว่านมองมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและเย็นชา
ฉู่ฉีเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบจับสังเกตไม่ได้ พลันเงยหน้ามองไปทางห้องชั้นสองอย่างฉุกคิดอ