งวลของนางดี แต่พอคิดว่าโอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว ถ้าทิ้งไปก็น่าเสียดายมาก ทันใดนั้นตอนที่กำลังรู้สึกเสียดายอยู่นั้นก็สัมผัสถึงเสียงเบามากบนหลังคาที่ปะปนมากับเสียงลมพัดอื้ออึงด้านนอกได้อย่างเฉียบไว
นัยน์ตาของชิงหลัวแน่วแน่ นางถือกระบี่วิ่งไปทางหน้าต่าง เปิดหน้าต่างออก แล้วใช้มือเดียวคว้าขอบหน้าต่างด้านบนปีนขึ้นไปบนหลังคา
ฉู่สวินหยางก็สัมผัสถึงเสียงเมื่อครู่ได้เช่นกัน แต่กลับไม่ได้ยินเสียงต่อสู้อย่างที่คิดไว้ ทว่าผ่านไปเพียงชั่วครู่กลับเห็นเงาคนโผล่เข้ามาทางหน้าต่างที่ว่างเปล่า
ที่แท้คือ…
เหยียนหลิงจวินที่ท่าทางเหน็ดเหนื่อยเหมือนเดินทางรอนแรมมาไกล!
ฉู่สวินหยางขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ มองไปทางหน้าต่างด้านหลังเขาว่า “เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?”
เหยียนหลิงจวินยิ้มแล้วปิดหน้าต่างเสียงเบา ไม่ส่งเสียงใดดังออกไป
“อ๊ะ!” ฉู่สวินหยางรีบเอ่ยว่า “ชิงหลัวยังอยู่ข้างนอกนะ!”
“ข้าให้นางกับอิ้งจื่อกลับไปก่อนแล้ว” เหยียนหลิงจวินตอบ
เพราะว่ามีคนอยู่ห้องข้างๆ ทั้งสองคนจึงต้องพยายามกดเสียงพูดให้ต่ำที่สุด ในห้องไม่ได้จุดโคมไฟ อาศัยเพียงแสงที่ลอดผ่านมาจากห้องโถงด้านนอกมาเล็กน้อย พอจะมองเห็นได้รำไร แต่แสงไฟสลัวก็ยังยากที่จะแยกได้อย่างชัดเจน
เหยียนหลิงจวินเดินตรงมาหา แล้วถอดเสื้อคลุมของตนเองคลุมลงบนไหล่ของนาง
ตอนที่ฉู่สวินหยางกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง พลันเกิดเสียงดังสนั่นมาจากชั้นล่างอย่างกะทันหัน เหมือนมีคนกระแทกประตูเข้