ลั้นอารมณ์ไว้ไม่ให้ตนเองผลักนางออกไปทันที
ซูหว่านกระวนกระวายใจ จึงกอดเขาไว้แน่นว่า “ข้าไม่อยากไปโม่เป่ย ข้าคิดหาทางเอาไว้แล้ว เพียงแค่เจ้าช่วยข้าสักครั้งก็ต้องสำเร็จแน่นอน”
“หือ?” ฉู่ฉีเหยียนสงบสติอารมณ์จนใจเย็นลงแล้ว มุมปากค่อยๆ ปรากฏรอยยิ้มออกมา เขาหันตัวอย่างเยือกเย็น ขณะเดียวกันก็ประคองบ่าของซูหว่านเอาไว้ แยกตัวนางออกห่างจากตนเองชั่วคราว แล้วเดินเข้าไปเลือกโต๊ะด้านในสักตัวนั่งลง และหยิบถ้วยชาบนโต๊ะมารินชาให้ตนเอง
สายตาซูหว่านจ้องมองเขาอยู่ตลอด นางคอยสังเกตสีหน้าของเขาอย่างรอบคอบ ทั้งเครียดและกังวล
ฉู่ฉีเหยียนรินชาให้ตนเองแล้วดื่มไปหนึ่งอึก แล้วถึงจะเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อนว่า “ลองว่ามา เจ้าจะให้ข้าช่วยยังไง?”
“ข้าไม่ไปโม่เป่ย!” ซูหว่านเอ่ย แล้วกัดฟันเดินไปนั่งลงใกล้เขา หยิบถ้วยมารินชาเช่นเดียวกัน เหมือนกับรวบรวมความกล้ามาจนมากพอแล้ว นัยน์ตาของนางทอประกายเย็นชา แล้วเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยวที่สุดว่า “ในเมื่อไม่สามารถปฏิเสธพระราชโองการของฝ่าบาทได้ แต่ถ้าหากข้าตายล่ะ?”
นางพูดไปก็ยิ้มเย็นยะเยือกอย่างอวดดี สายตาจ้องใบหน้าด้านข้างของฉู่ฉีเหยียนเขม็ง “เรื่องที่พวกเราเจอกันในวังเมื่อตอนบ่ายดันถูกหลัวอวี่ก่วนเห็นเข้า นางจึงต้องตาย ข้าพานางมาที่นี่แล้ว นางอยู่ในห้องชั้นสอง ข้าจัดการไว้หมดแล้ว แค่สร้างสถานการณ์ว่าโต้เถียงขัดแย้งกัน ด้านนอกเป็นแม่น้ำจ้าวธาร เดิมทีกระแสน้ำในช่วงหน้าหนาวก็ไหลเชี่ยวก