ือ? เช่นนั้นจะเอาชื่อเสียงของราชสำนักไปไว้ที่ไหน?”
“น้องรอง เรื่องนี้เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว” ฉู่อี้อันเอ่ยโดยไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสว่า “เดิมทีทั่วป๋าไหวอันเข้าเมืองหลวงมาครั้งนี้ก็เพื่ออวยพรวันเกิดแทนฮองไทเฮา มีอยู่อย่างหนึ่งที่ทั่วป๋าอวิ๋นจีพูดถูก เขาไม่ใช่นักโทษของราชสำนักเรา เขาอยากไปไหน เขาไม่บอกกล่าวก็แค่เสียมารยาท ไม่ถือว่าทำผิด ถ้าหากพวกเรากัดไม่ปล่อยจะโดนจับจุดอ่อนได้แทน เวลานี้สถานการณ์ที่เมืองฉู่ก็ไม่ชัดเจน อย่าพึ่งสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาจะดีกว่า!”
“แต่ว่า…” ฉู่อี้หมินยังอยากพูดต่อ แต่ฮ่องเต้ยกมือแทรกคำพูดของเขาอย่างหงุดหงิด แล้วตรัสกับหลี่รุ่ยเสียงว่า “ถ่ายทอดราชโองการของข้าออกไป ไม่ต้องคุมตัวหญิงโม่เป่ยคนนั้นและหญิงตระกูลซูไว้แล้ว ถ้าพวกเขาอยากอยู่ต่อก็ให้อยู่ไป หากอยากไปก็ปล่อยให้พวกเขาไป”
ฉู่อี้หมินรู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกไป
ฉู่อี้อันท่าทางครุ่นคิด นัยน์ตาทอประกายวาบ และค่อยๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอยในชั่วพริบตา
เมื่อได้ข้อสรุป ฮ่องเต้ก็เหนื่อยแล้ว จึงโบกมือส่งสัญญาณให้ทั้งสองคนออกไป
จนกระทั่งทั้งสองคนออกไปแล้ว ฮ่องเต้ยังคงใช้มือเดียวรองศีรษะเอนพิงบัลลังก์กว้างใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนอยู่ครู่ใหญ่ และแค่ตรัสด้วยเสียงอ่อนเพลียว่า “ยังไม่มีข่าวมาจากซื่อหรงหรือ?”
การเคลื่อนทัพโดยไม่ชอบด้วยเหตุผล ทำให้พระราชโองการตามจับทั่วป๋าไหวอันไม่สามารถประกาศใช้ได้ แต่หลังจากได้ข่าวว่าทั่วป๋าไหว