อันออกจากเมืองหลวงตั้งแต่เช้า เขาก็ส่งองครักษ์เงาไปล้อมจับอย่างลับๆ แล้ว
ในตำหนักไม่มีบุคคลที่สาม จึงเป็นที่แน่นอนว่าตรัสกับหลี่รุ่ยเสียง หลี่รุ่ยเสียงส่ายหน้า “เวลานี้ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ใคร่ครวญ หลังจากนั้นจึงนั่งตัวตรง นัยน์ตาคล้ายมีแสงกระพริบริบหรี่ ในที่สุดก็ตรัสเสียงแผ่วว่า “บอกนางว่าไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ช่วงนี้ไม่ต้องกลับมา”
หลี่รุ่ยเสียงกระวนกระวายและตกใจขึ้นมาทันที แต่กลับรักษาสีหน้าเช่นเดิมได้อย่างน่าตกใจ แล้วลองถามว่า “ฝ่าบาทรงหมายถึง…”
“เรื่องมาถึงวันนี้ยังหวังว่าจะปิดบังต่อไปได้อีกหรือ?” ฮ่องเต้ตรัสเสียงเย็นชา “แทนที่จะให้รอเขาลงมือก่อนที่จะตั้งตัวทัน สู้ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบมากกว่า ทั้งราชสำนักโม่เป่ยตอนนี้ก็แตกความสามัคคีเหมือนทรายที่แตกกระสานซ่านเซ็น ทำให้พวกเขาวุ่นวายไปพักหนึ่งพลางๆ ก่อนได้ก็ดี!”
หลี่รุ่ยเสียงตกใจอยู่ลึกๆ เขาเข้าใจความคิดของฮ่องเต้แล้ว จึงพยักหน้าอย่างระมัดระวังว่า “พ่ะย่ะค่ะ!”
พูดแล้วก็รีบออกไปถ่ายทอดคำสั่งอย่างไม่รอช้าทันที รอไม่นานเขาก็กลับมา สีหน้าฮ่องเต้ดีขึ้นเล็กน้อย จึงเกาะมือเขาพยุงตัวลุกขึ้นตรัสว่า “ไปเถอะ ไปหาฮองเฮาที่วังโซ่วคังเป็นเพื่อนข้า!”
หลี่รุ่ยเสียงประคองมือเขาออกไป สั่งให้เตรียมรถม้า แล้วทั้งคนกลุ่มก็เคลื่อนขบวนไปวังโซ่วคังอย่างยิ่งใหญ่
เวลานั้นหลัวฮองเฮายังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียงอย่างเหงาหงอย สีหน้าซึมเซาเจือความเ