ฉู่ฉีเหยียนถูกรั้งฝีเท้าเอาไว้ แต่ด้วยมารยาทที่ถูกปลูกฝังมาจะใช้เท้าถีบนางออกไปก็ไม่ได้ เพียงชั่วครู่สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นโกรธ และเอ่ยเสียงเย็นยะเยือกว่า “พระชายา โปรดระมัดระวังการกระทำและคำพูดของท่านด้วย!”
เวลานี้ซูหว่านได้ละทิ้งความจริงจังและอวดดีของตนเองไปหมดสิ้นแล้ว นางไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เพียงเงยหน้ามองเขาทั้งน้ำตาอาบหน้าและขอร้องว่า “ซื่อจื่อ ช่วยข้าด้วย ถึงยังไงเรื่องก็เป็นเช่นนี้แล้ว เจ้าช่วยไปขอความเมตตาจากฝ่าบาทแทนข้าหน่อย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องทำได้แน่”
ที่นี่เป็นเขตพระราชฐานชั้นใน ทั้งสองคนมายื้อยุดฉุดกระชากกันแบบนี้ไม่เหมาะสมจริงๆ
ความโกรธในใจของฉู่ฉีเหยียนพุ่งขึ้นมาจนแทบจะกลั้นไว้ไม่อยู่ เขาก้มมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ “ให้ข้าไปขอความเมตตาแทนเจ้ารึ? ถือดีอย่างไร?”
ซูหว่านลุกลี้ลุกลน จนไม่ได้สังเกตนัยน์ตาแสนเย็นชาสักนิด
นางหลบตาอย่างทั้งสับสนและเขินอาย จนไม่สบสายตาฉู่ฉีเหยียนโดยตรง แล้วเอ่ยเสียงอ่อนว่า “ความรู้สึกที่ข้ามีต่อซื่อจื่อ ซื่อจื่อไม่เข้าใจงั้นรึ?”
ฉู่ฉีเหยียนเป็นคนที่ความรู้สึกไวขนาดไหน ซูหว่านมีใจให้เขา เขาเองก็มองออกตั้งนานแล้ว เพียงแต่ต้องรักษามิตรภาพและผลประโยชน์เอาไว้จึงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้มาตลอด
ครั้งนี้ซูหว่านอับจนหนทางแล้วจริงๆ ดังนั้นจึงต้องทุ่มสุดตัว
ความโกรธของฉู่ฉีเหยียนปะทุขึ้นมาเมื่อนางรั้งเขาไว้ เวลานี้ต้องมาฟังคำพูดรนหาที่ตายของนางอีก ทันใดนั้นจึง