ป็นเรื่องสนุกอย่างที่เจ้าคิด โดยเฉพาะตอนที่อยู่ใกล้หูใกล้ตาของฝ่าบาท เจ้าคิดให้ดีๆ ก็แล้วกัน!”
หรือจะหมายถึง เรื่องของฉู่เยว่เหยียนที่นางปั้นขึ้นมา
ช่างคลุมเครือ…
ราวกับกำลังตักเตือน?
ฉู่สวินหยางก็ไม่อยากจะคิดอะไรให้ล้ำลึก
“ในเมื่อข้ากล้าทำ ก็ไม่เกรงกลัวว่าผู้อื่นจะใช้จุดอ่อนนี้มาบีบข้าได้หรอก” ฉู่สวินหยางกล่าวอย่างไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งใด พูดได้เพียงครึ่งเดียวก็เปลี่ยนท่าที น้ำเสียงดูทุ้มลึก “แน่นอน…ข้าไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดสามารถจับจุดอ่อนของข้าได้!”
ก็เหมือนกับฉู่ฉีเหยียนที่สบโอกาสใช้แผนช่วงที่หลัวอี้กำลังวุ่นวาย ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่มีใครคาดคิดว่าทั้งหมดเป็นแผนของเขา คนแบบพวกเขา ในเมื่อได้ลงเดินบนเส้นทางสายนี้แล้ว ก็ไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนแต่ทำด้วยความรอบคอบที่สุด ไม่มีทางที่จะปล่อยให้ข้อบกพร่องเกิดขึ้นเพื่อกลายเป็นจุดอ่อนที่ผู้อื่นนำมาใช้โจมตีตน
ฉู่ฉีเหยียนที่อยู่ด้านหลังเกิดแต่เพียงความเงียบ
ใจของฉู่สวินหยางสั่นสะท้านราวกับคิดอะไรออก ก่อนจะหยุดก้าวเดินหันกลับไปเลิกคิ้วให้กับเขา “เมื่อครู่ในห้องทรงอักษร ไม่สะดวกที่จะพูด มีเรื่องหนึ่งที่ข้าอยากจะยืนยันจากปากของเจ้า!”
ฉู่ฉีเหยียนเดิมทีกำลังเหม่อลอย ไม่ทันได้คิดว่านางจะหันกลับมา จึงมองตามไปอย่างใจลอยโพล่งออกมา “อะไร?”
“ทั่วป๋าไหวอัน…” ฉู่สวินหยางกล่าว ครุ่นคิดพลางค่อยๆ เอ่ยปาก “หากข้าเดาไม่ผิด ที่ท่านอาคาดเด