รอจนคนออกไปจำนวนหนึ่งแล้ว ด้านหลังคือฉู่ฉีฮุยที่ใบหน้าเรียบนิ่ง ไม่พูดจาอะไรมาค่อนวัน เวลานี้จึงคว้าข้อมือฉู่สวินหยางดึงนางไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากสวนดอกไม้
ชิงหลัวตั้งใจจะลงมือขัดขวาง กลับถูกฉู่สวินหยางห้ามด้วยสายตา
ฉู่ฉีฮุยนั้นโกรธเกรี้ยว ลากนางมาถึงที่ไม่มีผู้คน ค่อยเอ่ยถามด้วยความโกรธ “เมื่อครู่ข้ออ้างที่ฉู่ฉีเฟิงกล่าวในตำหนักเป็นเจ้าและเขาร่วมมือกันคิดขึ้นมาใช่หรือไม่?”
เขาคล้ายกับกระหืดกระหอบ แววตาที่โมโหนั้นจ้องมองฉู่สวินหยางราวกับเป็นศัตรูก็มิปาน
มุมปากของฉู่สวินหยางปรากฏรอยยิ้มเย็นมองไปยังเขา ทว่ากลับถามแทนที่จะตอบ “ยังต้องถามอีกหรือ? หวงจ่างซุนเมื่อคืนวานเจ้าออกจากเมืองไปทำอะไรในใจเจ้าไม่รู้ดีกว่าหรือ?”
“เจ้า…” ฉู่ฉีฮุยถูกนางยั่วโมโหจนลมตีกลับหายใจไม่ทัน ใบหน้ากลายเป็นสีตับหมูอย่างรวดเร็ว เดิมทีก็ต้องการกระฟัดกระเฟียดออกไป ทว่าเมื่อกวาดดวงตาไปรอบๆ ก็ต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของที่นี่ ท้ายที่สุดจึงทำได้แค่กดเสียงต่ำลงอย่างสุดความสามารถ “พวกเจ้าเสียสติไปแล้วหรือ? พูดเรื่อยเปื่อยเช่นนี้ก็ยังจะกล้าเอามาพูดต่อหน้าฝ่าบาท? กลับไปอย่างไรเขาก็ต้องให้กู้ฉางเฟิงสืบหาความออกมา นี่อาจจะโดนโทษเพ็ดทูลเบื้องสูงได้!”
“แล้วอย่างไรเล่า?” ฉู่สวินหยางเลิกคิ้วมองเขาอย่างไม่เห็นด้วย “เจ้าควรจะขอบคุณข้ามิใช่หรอกหรือ? หากก่อนหน้านี้ในตำหนักไม่มีคำพูดเรื่อยเปื่อยของพี่รองล่ะก็ เวลานี้เจ้าจะยืนไร้รอยขีดข่