องทัพซีเยว่ของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ทุกคนก็พากันตื่นตะลึง หัวใจของฉู่สวินหยางจมดิ่งลึกลงไปด้านล่างชั่วขณะ
หลัวฮองเฮาที่อดกลั้นความดุดันในดวงตาไว้มานาน ในที่สุดก็อดไม่ไหวที่จะปะทุมันออกมา
นางเงยหน้ามองไปทางฮ่องเต้ที่อยู่ด้านหลังโต๊ะทรงอักษรทันที เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดอย่างเสียงดัง “ฝ่าบาท เกลือเป็นหนอนเช่นนี้ หม่อมฉันได้ยินมานานแล้วว่ามีคนไม่พอใจที่หลัวอี้ได้เป็นผู้คุมทัพไปเมืองฉู่เพราะเป็นเครือญาติของหม่อมฉัน เวลานี้เพราะความเห็นแก่ตัว จึงใช้วิธีการเช่นนี้ ไม่สนสถานการณ์อันตรายในสงคราม ไม่คำนึงถึงชาวบ้านที่จะตกทุกข์ได้ยากไปด้วย พวกเขาทำร้ายหลัวอี้ถือเป็นเรื่องเล็ก แต่เพื่อเรื่องส่วนตัวของตนเองกลับก่อผลกระทบแก่สงคราม คนที่บ้าคลั่งสติฟั่นเฟืองเช่นนี้ ฝ่าบาททนปล่อยเขาไปได้หรือเพคะ? หรืออยากให้เขาพาประชาชนของเราชาวซีเยว่ไปเกลือกกลิ้งน้ำมันร้อนบนกระทะด้วยล่ะเพคะ?”
สีหน้าของฮ่องเต้ดำทะมึนจนแทบดูไม่ได้ แววตามืดมนกวาดมองไปยังผู้คนที่คุกเข่าอยู่ด้านล่าง
ฉู่อี้อันถอนหายใจออกมา เผินตามองไปยังหลัวฮองเฮา “เกิดเรื่องกับผู้บัญชาการหลัว ใครก็ไม่ปรารถนาให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ ขอเสด็จแม่โปรดรักษาพระวรกาย ลุกขึ้นยืนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของหลัวฮองเฮานั้นเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมฟัง
รุ่ยชินอ๋องสูดอากาศเย็นเข้าไปหลายเฮือก เวลานี้จำต้องออกหน้าไกล่เกลี่ยให้ “ในสนามรบอาวุธต่า