ยียนหลิง จึงได้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ถ้าเสด็จปู่จะโทษก็ต้องโทษที่กระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ที่ยังใจลอย ไม่ทันได้คิดอะไรมากก็กล่าวถามออกไป “หื้ม?”
เขาเพิ่งคืนสติจึงสะลึมสะลืออยู่บ้าง ดังนั้นจึงยังไม่ได้คิดจริงจังอะไร
ทว่ากลับทำให้ฉู่ฉีเฟิงยิ่งเผยหน้าลำบากใจขึ้นมา กล่าวด้วยเสียงอ่อน “เมื่อครู่ขุนนางทุกคนล้วนแต่อยู่ที่นี่ ด้วยหน้าตาของราชวงศ์ฉีเฟิงจึงไม่กล้ามากความ แท้จริงแล้ว…เกิดเรื่องขึ้นกับเยว่เหยียนนิดหน่อย หมอที่จวนนั้นอับจนหนทาง ข้าจำต้องทำได้เพียงรบกวนใต้เท้าเหยียนหลิงไปตรวจดูพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อพูดออกไปเช่นนี้ แม้แต่ฉู่ฉีฮุยที่อยู่ท่ามกลางผู้คนนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะเบิกตาค้าง นิ่งอึ้งไปพักใหญ่
ฮ่องเต้เริ่มรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงแม้สติยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ก็ยังรวบรวมสติถามกลับไป “อะไรนะ?”
ฉู่ฉีเฟิงยิ้มขมขื่น หันกลับไปมองหน้าฉู่ฉีฮุยที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ จากนั้นจึงค่อยถอนหายใจ กล่าวอย่างไม่เต็มใจเท่าไร “ขอเสด็จปู่ลงโทษ เมื่อครู่พี่ใหญ่ไม่สะดวกที่จะมากความ แท้จริงแล้ว เมื่อวานตอนเย็นที่เขาเร่งรีบออกไปจากวังนั้นยังมีเรื่องอื่นปิดบังอีก เป็นเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหน้าตาของราชวงศ์ เมื่อครู่เพราะขุนนางมากหน้าหลายตาจึงไม่สะดวกที่จะเอ่ยปาก เมื่อวาน…นอกเมืองส่งข่าวที่เร่งด่วนเข้ามา กล่าวว่าน้องห้าหายตัวไปอย่างไม่มีสาเหตุ หลังจากตอนบ่ายค้นหาทั่วจวนแต่ก็ยังไม่พบ เสด็จปู่คงทราบ น้องห้ายังไ