มา ก็คงเสียเวลาเปล่าขอรับ” เหยาก่วงไท่กล่าวด้วยท่าทีสบายๆ กลอกตามองบน กล่าวด้วยน้ำเสียงเหน็บแนม “นอกจากนี้ตามที่ข้ารู้มา ระยะทางจากประตูเมืองด้านตะวันออกถึงจวนที่อยู่นอกวังบูรพา ขี่ม้าไปกลับหนึ่งชั่วยาม[2]ก็เพียงพอแล้ว แต่ว่าท่านออกไปในช่วงเย็น ผ่านไปจนยามสองเกิง[3]ถึงกลับมา ในระยะเวลานี้ยังเหลืออยู่กว่าหนึ่งชั่วยาม…ท่านไปที่ใด สามารถชี้แจงให้พวกเราฟังได้หรือไม่?”
ฉู่ฉีฮุยถูกเค้นจนวุ่นวายใจ หันกลับไปส่งสายตาแค้นเคืองไปให้เขา “ชี้แจง? ข้าเป็นนักโทษศาลต้าหลี่ของท่านหรืออย่างไร? กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วที่เจ้าดึงตัวข้าออกมาเค้นถามอย่างเปิดเผยเช่นนี้?”
“ข้ามิบังอาจ!” เหยาก่วงไท่กล่าว แต่กลับไม่แสดงท่าทีนอบน้อมแต่อย่างใด
“ปากเจ้าก็บอกว่าไม่กล้า ความเป็นจริงกลับกล่าวหาข้าไม่หยุด เหยาก่วงไท่ ข้าไปทำผิดอันใดต่อเจ้ากันแน่ เจ้าถึงได้ยุให้เสด็จปู่กับข้าบาดหมางใจที่ห้องทรงอักษรเช่นนี้?” ฉู่ฉีฮุยกล่าวด้วยความโมโห
“ยุให้บาดหมางกันหรือไม่นั้น ก็ต้องรอฝ่าบาทฟังหลังจากที่ท่านชายจ่างซุ่นอธิบายจึงจะตัดสินได้!” เหยาก่วงไท่กล่าวอย่างเยือกเย็น ไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
ในอกของฉู่ฉีฮุยบีบรัดอย่างแรง หากไม่ใช่เพราะว่าอยู่ต่อหน้าฮ่องเต้จึงไม่สามารถลงมือได้ ไม่เช่นนั้นก็คงอดไม่ไหวปล่อยออกไปหนึ่งหมัดแล้ว
เหตุการณ์นั้นล้วนตกอยู่ในสายตาของฉู่อี้หมินที่นั่งอยู่ด้านข้าง เขาค่อนข้างที่จะยินดี แต่ก็ยังพยายามรักษาความเงี