ยบสงบและความมั่นใจเอาไว้บนใบหน้ากล่าวว่า “ฉีฮุย เจ้าไม่จำเป็นต้องโมโหร้อนรนไป คำพูดนี้ของใต้เท้าเหยาก็มิใช่มิมีเหตุผล เจ้าอธิบายมาให้ชัดเจนก็พอแล้ว หรือยังกลัวว่าอาอย่างข้าจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับเจ้า? เวลาชั่วยามกว่านั้นเจ้าไปทำอันใดกันแน่?”
“ข้า…” ฉู่ฉีฮุยชะงักไปชั่วครู่ คล้อยหลังจึงค่อยบังคับตัวเองให้สงบลง “ท่านแม่ไม่สบาย ข้าจึงอยู่ที่จวนนานหน่อย พูดคุยเป็นเพื่อนนาง!”
“โอ้?” ฉู่อี้หมินคอยมองดูท่าทีของเขา เห็นได้ชัดถึงความรู้สึกที่เขาหลบซ่อนในดวงตา
เข้าใจแล้วอย่างแจ่มชัด แต่กลับตีหน้าตายกล่าวกับฮ่องเต้ “เสด็จพ่อว่า…ยังต้องไปพิสูจน์เรื่องนี้ที่จวนหรือไม่?”
ในหัวของฉู่ฉีฮุยมึนงงไปพักใหญ่ แต่เพื่อที่จะไม่หลุดพิรุธออกมา จึงทำราวกับไม่มีผู้ใดพูดถึงตนอยู่
ใบหน้าของฮ่องเต้ยังคงไร้อารมณ์ชั่งน้ำหนักครุ่นคิด ในตอนที่กำลังลังเลจะตัดสินใจ ก็เห็นเย่าสุ่ยเดินเข้ามาจากด้านนอกอย่างเร่งรีบ
ฮ่องเต้ยังคงหน้านิ่วคิ้วขมวด เย่าสุ่ยจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็วคุกเข่าลงไปก่อนกล่าว “ฝ่าบาท ฮองเฮาเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ กล่าวว่า มีเรื่องเร่งด่วนมาก อยากจะขอเข้าเฝ้าตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
อุปนิสัยของหลัวฮองเฮาถึงแม้จะเอาแต่ใจอยู่บ้าง ทว่าแต่ไหนแต่ไรก็แยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องทั่วไปออก หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฮองเฮาขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ในตอนที่พระองค์กำลังว่างานราชการกับขุนนาง
ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเป็นปมขึ้นไปอีก
หลี่รุ่ยเสียง