ำคอ หันไปมองด้านข้างแทน
ฮ่องเต้นั้นยังคงไม่ต่อบทสนทนาใดๆ
ฉู่ฉีเหยียนเมื่อได้ฟังคำกล่าวนั้นก็ละสายตาจากถ้วยชาในมือ เหลือบไปทางทั่วป๋าอวิ๋นจี “องค์หญิงหก ข้าไม่แน่ใจว่าพวกท่านชาวโม่เป่ยมีกฏขนบธรรมเนียมแบบไหน แต่ในแคว้นข้านั้นให้ความสำคัญกับเรื่องแต่งงานเป็นอย่างมาก ท่านเพิ่งเข้ามาดังนั้นจึงมีเรื่องไม่ทราบอยู่บ้าง ผู้นำตระกูลที่ล่วงลับไปแล้วของจวนอ๋องฉางซุ่นเป็นขุนนางที่มีคุณูปการในการช่วยฝ่าบาทรวบรวมอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสหายที่เป็นพี่น้องเดียวกับฝ่าบาท สกุลซูนับว่าเป็นสกุลสูงส่งไม่เป็นสองรองใครในราชวงศ์ เวลานี้ฝ่าบาทให้สมรสพระราชทานระหว่างองค์ชายห้าและท่านหญิงจวนอ๋องฉางซุ่น เป็นเกียรติยศที่ยอดเยี่ยมเสียยิ่งกว่ากระไร ต่อให้องค์ชายห้ามีเรื่องใหญ่อันใด แต่ถึงกับหลบหนีพิธีแต่งงานออกจากเมืองหลวงในวันนั้น นี่ยังไม่ชัดว่าเป็นการหักหน้าจวนอ๋องฉางซุ่นหรอกหรือ? ”
ถึงแม้ฉู่ฉีฮุยจะถูกลากไปพัวพัน แต่กลับเป็นฉู่ฉีเฟิงที่ละอายใจ ดังนั้นเรื่องก็ค่อยๆ คลี่คลาย เพราะการประนีประนอม
แต่ฉู่ฉีเหยียนกลับ…
การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดในยามวิกฤตก็ได้พาจุดยืนของตนมาเป็นฝ่ายตรงข้ามกับทั่วป๋าไหวอัน สบโอกาสมอบโทษให้เขา
มองผิวเผินทั้งสองคนอาจมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่ก็กลับมีอะไรที่คล้ายคลึงเช่นกัน ล้วนแต่ปูบันไดให้กับฮ่องเต้ ในความเป็นจริงนั้น…
ดูจากในใจของฮ่องเต้ขณะนี้ เหมือนว่าการกระทำของฉู่ฉีเหยี