ผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาพูดพลางมองตาขวาง และจ้องเหยาก่วงไท่ตาเขียวปัด
เหยาก่วงไท่ยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา และเอ่ยอย่างสบายๆ “องค์รัชทายาทเป็นคนเข้มงวด กระหม่อมก็พอได้ยินมาบ้างเรื่องกฎเกณฑ์ในการสอบสวน นับว่าไม่มีขาดตกบกพร่องจริงๆ แต่ถึงจะเข้มงวดไม่สนใครอย่างไร ก็ต้องมีเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันมิใช่หรือ?”
เมื่อเอ่ยจบก็ประสานมือโค้งคำนับไปทางฮ่องเต้ที่นั่งอยู่หลังโต๊ะ “ฝ่าบาท ตามที่กระหม่อมทราบ วานนี้ตอนหัวค่ำ ท่านชายหวงจ่างซุนรีบร้อนพากองทหารกลุ่มหนึ่งออกไปทางประตูเมืองตะวันออก กระทั่งยามสองเกิงจึงกลับมา มิทราบว่ากองทหารส่วนนี้ของท่านชายจ่างซุน ใต้เท้าเหลียงได้ตรวจสอบถี่ถ้วนตามมาตรฐานขององค์รัชทายาทหรือไม่?” สีหน้าของเหลียงอวี่เปลี่ยนไป กัดฟันกรอดไม่พูดไม่จา
ยามเย็นวานนี้ ฉู่ฉีฮุยพากองทหารกลุ่มหนึ่งเร่งร้อนดั่งไฟรนจะออกจากเมือง เดิมทหารเฝ้าประตูก็ไม่ยอมให้ผ่าน แต่ยังไม่ทันจะรายงานข่าวไปถึงเหลียงอวี่ ฉู่ฉีฮุยกลับฝ่าด่านประตูเมืองไปเสียแล้ว
ทหารเฝ้าประตูเกรงในฐานันดรของเขา จึงไม่กล้าใช้อาวุธขัดขวาง ได้แต่ยืนมองเขาจากไป
รุ่งเช้าตอนที่ฉู่ฉีฮุยโดนเรียกเข้าวังแต่เช้าเขาก็รู้สึกผิดปกติ พอได้รู้ว่าทั่วป๋าไหวอันหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก็รู้ว่าท่าไม่ดีแล้ว กังวลอยู่นานมาก ทีแรกก็คิดจะอาศัยโชคช่วย พอตอนนี้โดนคนชี้ถามเช่นนี้ เขาก็เริ่มนั่งไม่ติดพื้น ได้ยินเช่นนี้ก็ลุกผลึงออกมาจากเก้าอี้ พลา