งโกรธจัดเป็นธรรมดา
หลี่รุ่ยเสียงสังเกตสีหน้าของเขาก่อนจะเหลือบไปมองฉู่ฉีฮุยที่คุกเขาก้มหน้าก้มตาอยู่กับพื้น และเอ่ยเตือน “ฝ่าบาท ข้าได้ยินว่าคังจวิ้นอ๋องและท่านหญิงสวินหยางกำลังคุยกับฮองเฮาอยู่พอดี เราควร…”
สายตาของฮ่องเต้เป็นประกาย และดับลงอย่างรวดเร็ว
ฉู่ฉีเหยียนเห็นอยู่กับตา จึงเอ่ยเสียงเรียบ “ได้ยินว่าเมื่อวานฉีเฟิงดื่มเหล้าอยู่ที่จวนพวกเราทั้งวัน เขาเองก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ เหตุใดต้องเรียกเขามาให้วุ่นวายด้วย?”
หลี่รุ่ยเสียงได้แต่ยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้แย้งอะไร
ฮ่องเต้ยังคงนั่งไตร่ตรองสักพัก ก่อนเอ่ย “เจ้าไปเถอะ ไปเรียกฉีเฟิงมาให้ข้า!”
ระหว่างที่พูดนั้น น้ำเสียงของเขาก็อ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
หลี่รุ่ยเสียงรับคำเสร็จก็หมุนตัวเดินออกไปด้านนอก สวนทางกับขันทีคนหนึ่งที่เดินคอตกเข้ามา
หลี่รุ่ยเสียงหยุดฝีก้าวและเอ่ยถาม “ฝ่าบาทไม่ได้รับสั่งให้เจ้าไปเชิญองค์หญิงหกแห่งโม่เป่ยกับพระชายาขององค์ชายห้ามาไม่ใช่หรือ?”
“ฝ่าบาทโปรดอภัยให้ด้วย!” ขันทีคนนั้นรีบคุกเขาลง “กระหม่อมไปที่คฤหาสน์ขององค์ชายห้าแล้ว แต่พระชายาขององค์ชายห้าอ้างว่าป่วย ส่วนองค์หญิงหก…บอกว่าไปเยี่ยมฮ่องเฮาแต่เช้า ยามนี้ยังไม่กลับกระหม่อม!”
ทั่วป๋าอวิ๋นจีเข้าไปเยี่ยมฮองเฮาหลัวในวังอย่างนั้นหรือ? ทำไมถึงมาบังเอิญเป็นวันนี้?
ทุกคนล้วนแต่ครุ่นคิด…
องค์หญิงหกแห่งโม่เป่ยนี้นับว่าเป็นคนที่เดายากคนหนึ่ง
ในขณะที่แต่ละคนยังมีอารมณ์ดูเรื่