นึ่งไปตรงหน้านาง
ฉู่สวินหยางวางมือลงในฝ่ามือเขา และใช้แรงนั้นพลิกตัวขึ้นหลังม้า
เหยียนหลิงจวินคลุมเสื้อนอกให้นาง และยกมือขึ้นกลางอากาศส่งสัญญาณให้พวกอิ้งจื่อไม่ต้องตามไปอีก ก่อนจะหันหัวม้าพาฉู่สวินหยางเข้าไปในตรอกลึกๆ
เขาอึดอัดไม่ส่งเสียงใดๆ เหมือนโดนโจมตีอยู่ตลอดทาง
ฉู่สวินหยางเองก็ไม่ใช่คนโง่ แม้เขาไม่พูดก็รู้ว่าเขาโกรธอะไรอยู่ พอเคลื่อนไปด้านหน้าสักพัก นางก็หัวเราะเบาๆ และเงยหน้ามองเขา “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะเป็นเช่นนี้ ไม่มีใครบอกข้าเสียหน่อย….”
พูดได้ครึ่งหนึ่ง นางก็หยุดเว้น
ภพที่แล้วนางอยู่จนอายุยี่สิบ ก็ได้แต่นั่งบัญชาการ แกว่งดาบไปมาตลอด ฉลองเทศกาลประจำปีทีหนึ่งจึงจะได้กลับพระนคร แต่ก็แค่งานเลี้ยงส่วนตัวเท่านั้น
ยามนั้น เนื่องด้วยฉู่ฉีเฟิงขาพิการทั้งสองข้าง ฮ่องเต้ก็ไม่ค่อยพอใจฉู่ฉีฮุยอีก ท่านจึงให้ความหวังไปที่ฉู่ฉีเหยียนค่อนข้างมาก ฉู่ฉีเหยียนอ่อนน้อมถ่อมตน อีกทั้งยังมีพรสวรรค์ ปราดเปรื่องในเรื่องการปกครอง ตอนนั้นนางเองก็มิได้หวาดหวั่นอะไรต่อเขา และเขายังเคยได้รับคำสั่งให้ไปคุมทหารที่เมืองฉู่อีก ไปๆ มาๆ อยู่พักหนึ่ง ความสัมพันธ์ก็ค่อยๆ แน่นแฟ้นขึ้น ตอนนั้นนางยังสัมผัสได้ว่าสายตาที่ฉู่ฉีเหยียนมองนางพิเศษกว่าคนอื่น แต่เพราะว่าทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน นางจึงไม่คิดอะไรมาก แค่มองเขาว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น จนสุดท้าย…
เขาพยายามวางแผนให้นางยอมอยู่ข้างกายเขาแม้จะขัด