ิบตานั้น จู่ๆเขาเหมือนได้ปลดปล่อย ยิ้มทั้งน้ำตา
ฉู่สวินหยางก้มตาลงต่ำยืนอยู่ตรงหน้าเขา ไม่มีท่าทีว่าจะหลบหลีกหรือผลักเขาออกแต่อย่างใด
ดวงตาของนางก้มต่ำลงไปอีกครั้ง นิ้วมือคลำเล่นผ้าต่วนตรงคอเสื้อคลุมของตน ท่าทีสบายอกสบายใจ ไม่มีร่องรอยครึ้มฟ้าครึ้มฝนแต่อย่างใด…
ในที่สุดเหยียนหลินจวินก็ปักใจเชื่อว่านี่คือฟ้าหลังฝนไปแล้ว
อารมณ์ของนางเกรี้ยวกราดมาแต่ไหนแต่ไร ยามนี้กลับสงบลงอย่างคาดไม่ถึงกว่าเดิม แต่เมื่อเห็นหญิงสาวมีอารมณ์ไม่เหมือนเดิมก็ใช่ว่าจะมิใช่เรื่องดี
ตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ เหยียนหลิงจวินก็ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
เงียบได้พักใหญ่ สุดท้ายเขาก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องพูดให้รู้เรื่อง จึงหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเอ่ย “เรื่องซูอี้ ข้ามิได้มีเจตนาร้าย และก็ไม่ได้จงใจปิดบังเจ้า เพียงแค่…ตอนนั้นสถานการณ์ของเขาพิเศษเล็กน้อย ข้าจำต้องถามความเห็นจากเขาก่อนจึงจะสารภาพเรื่องนี้กับเจ้าได้”
เหยียนหลิงจวินพูดอย่างรีบร้อน ราวกับกลัวว่าหากเขาช้ากว่านี้จะทำให้นางสงสัยและไม่มีความสุข
แต่ฉู่สวินหยางกลับให้ความร่วมมือดี ยืนฟังอย่างเงียบๆ ตลอด รอจนเขาเอ่ยจบจึงค่อยๆ เหลือบไปจ้องตาเขา “แล้วอย่างไร?”
“ความสัมพันธ์ของซูอี้กับคนตระกูลซูไม่ดีนัก แต่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขาคนเดียว ข้ารับรองได้ ต่อไปไม่ว่าเขาทำอะไร จะไม่เป็นศัตรูกับเจ้าแน่นอน” เหยียนหลิงจวินเอ่ยพลางยกมือปัดปอยผมบนหน้าและจ้องตานาง ก่อนจะเอ่ยด้วยถ้อยค