เหยียนหลิงจวินค่อยๆ เงยหน้ามามองฉู่ฉีเหยียน แฝงด้วยรอยยิ้มไร้พันธนาการสง่างามเช่นเดิม “ท่านมิต้องมาลองใจข้า แต่ไหนแต่ไรข้ามิเคยปฏิเสธว่าข้ายังมีไพ่ที่ยังไม่เปิด ส่วนที่ว่าจะเปิดได้หรือไม่ หรือว่าเปิดได้เท่าไหร่นั้น คงต้องพึ่งความสามารถของแต่ละคน ลองใจไปลองใจมาเช่นนี้ ต่อไปขออย่าทำเช่นนี้อีก!”
สีหน้าของเขาราบเรียบ ท่าทีมั่นใจเกินไปเช่นนั้นของเขาทำให้ในใจฉู่ฉีเหยียนเตรียมป้องกันไว้มากกว่าเดิม
สองคนสี่ตาจ้องกัน
บรรยากาศรบราฆ่าฟันมลายหายไปจากห้อง คืนกลิ่นหอมอบอวลของชากลับมาอีกครั้ง
ฉู่ฉีเหยียนจับจ้องทุกการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน ทว่าสังเกตได้เพียงแค่ชายหนุ่มเหมือนใส่หน้ากากงดงามไร้ที่ติไว้บนหน้าตลอด ไม่มีใครอาจคาดเดาสิ่งลี้ลับภายในได้
เมื่อผ่านไปได้พักใหญ่ เขาจึงเอ่ยขึ้นมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ไพ่ที่ยังไม่เปิดของท่าน นางรู้แล้วหรือ?”
เจ้าฉู่สวินหยางนั่นปัญญาเฉียบแหลมนัก นางเองก็ออกจะใกล้ชิดกับเหยียนหลิงจวิน หากไม่สอบเหยียนหลิงจวินให้ถ่องแท้จะมั่นใจได้อย่างไร? ยังอยากจะให้เขามีส่วนร่วมในความขัดแย้งระหว่างวังบูรพาและจวนอ๋องหนานเหออีกอย่างนั้นหรือ?
ฉู่ฉีเหยียนมักจะคะเนความคิดของฉู่สวินหยางอย่างมีเหตุผลที่สุด ตามจริงแล้วแม้เหลียนหลิงจวินยังยากที่จะคะเนความคิดของนาง…
จากความคิดการกระทำของนางแล้ว ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนคนที่ไม่เตรียมป้องกันอะไรกับคนนอกที่มีความคิดไม่บริสุทธิ์กับตนเ