เวลานี้ นางไม่หลบหลีก แล้วยังจะเข้าไปร่วมด้วยมันหมายความว่าอย่างไรกัน?
หญิงสาวผู้นี้ นางคิดอะไรกันแน่?
เมื่อได้สติ ฉู่ฉีเหยียนก็ลุกขึ้นตามอย่างรวดเร็ว
เหยียนหลิงจวินที่อยู่โต๊ะข้างๆ หัวเราะเสียงด้าน “ธนูที่ยิงออกไปมิอาจหวนคืนกลับได้[2] จื่อซื่อไม่คิดว่ายามนี้อยู่กับข้าน้อยแล้วเหมาะสมกว่าหรือ? อย่างน้อยรอจนเรื่องหน้าต่างตะวันออกวันนี้เกิด เราทั้งคู่ล้วนจะได้เห็นประจักษ์มิใช่หรือ?”
ฉู่ฉีเหยียนยืนได้ครึ่งหนึ่งก็ชะงัก ขมวดคิ้วมองไปทางเขา
สายตาของเหยียนหลิงจวินมองเขายิ้มๆ ไม่ยอมลดละ “เรื่องนี้ไม่มีที่ให้ถอยกลับแล้ว ยิ่งทำมากก็ยิ่งผิดมาก ซื่อจื่ออยู่เงียบๆ นิ่งๆ จะดีกว่า!”
คำพูดนี้เจตนารมณ์ยิ่งใหญ่ ทว่าความนัยกล่าวเตือนไว้ด้วย
ฉู่ฉีเหยียนมองเขา นิ้วมือค่อยๆ กำแน่นเป็นหมัดซ่อนอยู่ใต้เสื้อ ในใจรีบคำนวณชั่งใจอย่างรวดเร็ว เหยียนหลิงจวินก็ลุกเดินเข้ามาวางถ้วยชาไว้ตรงหน้าเขาถ้วยหนึ่ง “รสมือการต้มชาของข้าน้อยนับว่าไม่เลว ซื่อจื่อลองดื่มหน่อยคงมิเสียหาย!”
ฉู่สวินหยางทิ้งเหยียนหลิงจวินไว้ที่นี่เพื่อรั้งเขาไว้!
ฉู่ฉีเหยียนเข้าใจจุดนี้ดี แต่หญิงสาวเหมือนกับมองเจตนาของเขาอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อเผยจุดอ่อนเช่นนี้ออกมา ยามนี้คล้ายกับไม่มีที่เหลือให้เขาปฏิเสธแล้ว
ครุ่นคิดอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายฉู่ฉีเหยียนก็ใจเย็นลง ยกน้ำชาแก้วนั้นขึ้นมาและเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “ใต้เท้าไมตรีเปี่ยมล้น หากปฏิเสธคงจะม