ิได้ ต้องเคารพดั่งคำบัญชาอยู่แล้ว!”
เหยียนหลิงจวินยิ้มเล็กน้อย และหันกลับไปนั่งโต๊ะเช่นเดิม
ฉู่ฉีเหยียนมองเขาแวบหนึ่ง จู่ๆ ก็หัวเราะเอ่ย “นั่งนิ่งคงน่าเบื่อแย่ หลี่หลิน เจ้าลงไปบอกเถ้าแก่ให้ยกจานหมากล้อมมา”
พูดจบก็กันกลับไปทางเหยียนหลิงจวินและถามต่อ “ใต้เท้าเหยียนหลิงอารมณ์สุนทรีย์นัก ประลองกับข้าสักตาได้หรือไม่?”
“แน่นอน!” เหยียนหลิงจวินพยักหน้ามองลึกไปทางเขา…
คนสุขุมยามมีภัยเช่นนี้จะดูถูกไม่ได้เลยเชียว
ระยะเผาขนเช่นนี้แล้ว หลี่หลินไม่รู้ว่าเจ้านายตนจู่ๆ ทำไมถึงมีกะจิตกะใจมาประลองกับเหยียนหลิงจวิน แต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของฉู่ฉีเหยียนเขาก็เชื่อมาตลอด ได้ยินเช่นนั้นจึงลงไปยืมหมากล้อมตามสั่ง
กลิ่นชาหอมตลบอบอวลไปทั่วห้อง ชายหนุ่มทั้งสองนั่งลงหมากกัน
คนหนึ่งเป็นสายลมไร้พันธนาการ ท่าทางหล่อเหลา อีกคนหนึ่งผิวหน้าราวหิมะ สายตาเป็นประกาย มองไปแวบแรกก็รู้สึกอิ่มหนำ ช่างละเอียดงดงามนัก
ทางหมากของเหยียนหลิงจวินลงตามสบายตลอด ทว่าฉู่ฉีเหยียนกลับคิดซ่อนเงื่อน ลงหมากทุกตัวอย่างมั่นคง
ทางหมากต่างกันเช่นนี้ ลงไปลงมาทั้งสองต่างไม่มีใครกล้าอ่อนข้อ แต่ก็นับว่ารู้ผลแพ้ชนะแล้ว
หลังลงหมากไปได้ไม่กี่ตา เป็นเหยียนหลิงจวินที่เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน “เห็นซื่อจื่อใจจดจ่อเช่นนี้ ราวกับว่ากุมชัยชนะไว้ในอกแล้ว”
“เทียบใต้เท้าเหยียนหลิงไม่ได้หรอก ยังไม่ทันลงหมากท่านก็ลงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญมาก่อนแล้ว” ฉู่ฉ