่อยๆ สว่างขึ้นมา พอเงยหน้าก็เห็นว่ามาถึงประตูเรือนมีสุขที่ปิดสนิทอยู่แล้ว
“ยังไม่เปิดประตู!” หลี่หลินเอ่ย เตรียมตัวป้องกัน กวาดสายตาหลักแหลมไปทั่วทุกสารทิศ “เหตุใดจู่ๆท่านหญิงสวินหยางจึงนัดซื่อจื่อมาเจอที่นี่ จะมีแผนการอะไรหรือไม่?”
“บอกแล้ว หากไร้เรื่องร้อนคงไม่ถ่อไปถึงวัด[1] ถ้านางไม่มีแผนการใดๆ สิถึงจะแปลก!” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ย กวาดมองไปแวบหนึ่ง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าต่างที่เปิดอยู่ชั้นสองทางด้านตะวันออกนั้น
คืนวานนี้ จู่ๆ ฉู่สวินหยางก็ส่งจดหมายมานัดเขาไปพบที่เรือนมีสุขเวลารุ่งอรุณ
ช่วงสำคัญเช่นนี้ เดิมเขาก็ไม่อยากมา แต่ก็เพราะในใจขบคิดอยู่นานนม คิดไปคิดมาจึงตัดสินใจมาตามนัด
“หน้าต่างบานนั้น…..” หลี่หลินเห็นเขาใจลอย จึงมองตามสายตาเขาไปอย่างสงสัย และเอ่ยถาม “ให้ข้าน้อยไปเคาะประตูหรือไม่?”
นัยน์ตาของฉู่ฉีเหยียนครึ้มลงในทันใด ไม่รู้เหตุใด จู่ๆ ในใจก็ร้อนรนขึ้นมา และเปลี่ยนใจในทันที จึงยกมือรั้งเขาไว้ “ไม่ต้อง กลับเถิด!”
หลี่หลินตกใจเล็กน้อย
“ข้าบอกว่าเรากลับเถิด!” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ย พอจะหันหัวม้ากลับไปแต่สายไปแล้ว
ฉู่สวินหยางควบม้ามาจากหน้าด้านอย่างกล้าหาญ ค่อยๆ โผล่ชัดออกมาจากแสงฟ้าที่ยังไม่สว่างดี
ฉู่ฉีเหยียนจึงต้องควบบังเหียนหยุดม้าไปโดยปริยาย ฉู่สวินหยางเห็นเขาก็ยิ้มแย้มทักทายมาแต่ไกล “ซื่อจื่อช่างตรงเวลานัก คืนวานหมอกลงจัด ทางลื่นจึงล่าช้าไปเล็กน้อย ขออภัยด้วย!”
“สวินหยาง!” ฉู่ฉีเหย