ในจวนอ๋องหนานเหอ ฉู่ฉีเหยียนและฉู่หลิงอวิ้นกำลังนั่งจิบชากันอย่างเงียบๆ สีหน้าของทั้งสองต่างไม่ได้มีอารมณ์ใดใดไปมากกว่ากัน
ผ่านไปนาน เป็นฉู่หลิงอวิ้นที่เอ่ยก่อน “เป็นการกระทำของวังบูรพาอีกแล้วหรือ”
สายตาของฉู่ฉีเหยียนจับจ้องอยู่ที่ใบชาสีเขียวที่จมอยู่ไม่นิ่งในถ้วยชานั้น ราวกับไม่ได้ยินในสิ่งที่นางพูด ได้แต่คิดเรื่องในใจของตน
แต่ความอดทนของฉู่หลิงอวิ้นไม่ได้ดีเท่าเขา เมื่อรอสักพักแล้วไม่ได้ยินเขาตอบก็ลุกโพลงไปแย่งถ้วยชาในมือมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “เจ้าพูดอะไรหน่อยสิ เรื่องนี้เจ้าเตรียมจะทำอย่างไร ?”
“ไม่ต้องสงสัย นักฆ่าวานนี้เป็นฝีมือของฝ่าบาท ข้าแค่แปลกใจเหตุใดซูหลินสองพี่น้องจึงพลอยเกี่ยวพันเข้าไปด้วย!” ฉู่ฉีเหยียนก็ยังคงไม่มองนาง และหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำชาที่เลอะอยู่ตรงนิ้วมืออย่างเอื่อยเฉื่อย “เป้าหมายของฝั่งนั้นคืออะไร ยืมมือฆ่าคน? อยากยืมมือนักฆ่ากำจัดสองพี่น้องตระกูลซูอย่างนั้นหรือ?”
“หากทั่วป๋าไหวอันมีเจตนา อยากฉวยเอาแรงสนับสนุนจากตระกูลซูล่ะ” ฉู่หลิงอวิ้นยิ้มอย่างไม่เห็นด้วย
“กรมทหารม้าเมืองเก้าข้าถามความแล้ว คืนวานสถานการณ์คับขันนัก ทุกคนอยู่ในอันตราย หากไม่ได้เป็นเพราะจวนรุ่ยซินอ๋องน้ำหลากรีบให้กรมทหารม้าเมืองเก้าส่งทหารม้าไป แล้วระหว่างทางบังเอิญเจอเรื่องนี้ ยามนี้ทั่วป๋าไหวอันจะรอดหรือไม่ก็ยากจะพูด” ฉู่ฉีเหยียนเอ่ย “เช่นนี้แล้ว ท่านยังคิดว่าเขามีความสามารถที่