จะทำเรื่องนี้ได้อยู่อีกหรือ?”
ชีพตนแทบม้วย ยังจะมีกะจิตกะใจไปวางแผนทำร้ายผู้อื่นอีกหรือ?
คิดอย่างไรก็เป็นไปไม่ได้!
“เช่นนั้นก็แปลกแล้ว!” ฉู่หลิงอวิ้นเอ่ย คิ้วก็ขมวดขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ หันไปนั่งบนเก้าอี้ “คงจะไม่เป็นฝีมือของวังบูรพาจริงๆ หรอกใช่หรือไม่? เร่งให้โม่เป่ยแต่งกับตระกูลซูดีต่อพวกเขาอย่างไรกัน? เพราะไม่อยากให้ฉู่สวินหยางแต่งออกไปข้างนอกอย่างนั้นหรือ? เมื่อเสด็จพ่อรู้เรื่องนี้ ยากนักจะรู้ว่าท่านจะคิดเห็นเช่นไร”
ฉู่ฉีเหยียนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
ตามจริงหากเรื่องนี้ด้านวังบูรพาเป็นผู้จัดการเขากลับรู้สึกว่ามันอธิบายได้…
เพราะฉู่หลิงอวิ้นไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาได้ตกลงปลงใจกับทั่วป๋าไหวอันว่าจะเร่งแต่งงานผูกมิตรทั้งสองตระกูล หากแต่ด้านวังบูรพาเสนอซูหว่านออกไปเพราะอยากทำลายความสัมพันธ์ครั้งสำคัญนี้ของพวกเขา ถ้าเช่นนี้ก็พอดูออก
เพียงแต่…
ฮ่องเต้ทรงตอบรับเรื่องนี้ได้อย่างไร? นี่ถึงเป็นจุดที่เขาคิดไม่ตกที่สุด…
“ไม่ว่าอย่างไร เรื่องนี้ก็วางจุดจบไว้แล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์” เมื่อเรียกสติกลับมาฉู่ฉีเหยียนจึงเอ่ย พลางใช้สายตาเคร่งขรึมมองไปยังฉู่หลิงอวิ้น “ฤกษ์สมรสของซูหว่านก็กำหนดไว้แล้ว เป็นวันเดียวกับท่าน หากเป็นวันนั้น…”
เขาพูดๆ อยู่ จู่ๆ ก็หยุดเว้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มมุมปากขึ้นมา “คงจะลำบากท่านหน่อยแล้ว!”
เมื่อพูดถึงเรื่องงานสมรสของตัวเอง ฉู่หลิงอวิ้นก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างไม่แยแส และเอ่ย