อย่างไม่สะท้าน “ไม่มีสิ่งใดที่ข้ารับไม่ไหวหรอก”
พิธีสมรสนั้น นางเองก็หวังไม่อยากไปร่วม แล้วจะไปใส่ใจกับสิ่งพวกนั้นทำไม?
“อืม!” ฉู่ฉีเหยียนพยักหน้า เมื่อเงยหน้ามองสีฟ้าก็มืดลงมากแล้ว จึงสะบัดเสื้อยืนขึ้น “ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน กี่วันนี้ท่านพักผ่อนมากๆ เถิด เรื่องภายนอก ปิดประตูทำเป็นไม่รู้ก็เพียงพอแล้ว หาต้องเก็บไปคิดไม่”
“เรื่องถึงยามนี้แล้ว ข้ายังจะกลัวอะไรอีก?” ฉู่หลิงอวิ้นตอบอย่างไม่คิดอะไร “เจ้าไปธุระเถิด ไม่ต้องสนใจข้า!”
แม้นิสัยของพี่สาวตนผู้นี้จะแย่ไปนิดหน่อย แต่ใจคอเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก ฉู่ฉีเหยียนจึงค่อนข้างวางใจ ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มและลุกเดินออกไป
ทางฟากวังบูรพา ฉู่สวินหยางก็กำลังเตรียมน้ำหมึกเตรียมจะไปฝึกเขียนพู่กัน
ยามนี้ฉู่ฉีเฟิงเพิ่งกลับออกมาจากในวัง เปลี่ยนเสื้อผ้ากำลังจะออกไป ก็เห็นนางเดินมาจากด้านนอก
“ทำไมมายามนี้เล่า?” ฉู่ฉีเฟิงยิ้มต้อนรับนางเข้าไปด้านใน
“ท่านพี่ทนเหนื่อยรับโทษแทนข้า หากข้าไม่มาดูท่าน ท่านคงจะแอบด่าทอในใจว่าข้าใจดำเป็นแน่” ฉู่
สวินหยางก็ยิ้มตอบให้เขา เห็นชุดใหม่ที่เขาเพิ่งเปลี่ยน จึงเอ่ย “ข้ามาผิดเวลา? ท่านพี่จะออกไปข้างนอกอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มีอะไร เพียงแต่เตรียมจะไปคุยเรื่องอะไรเล็กน้อยที่ห้องหนังสือกับท่านพ่อเท่านั้น” ฉู่ฉีเฟิงเอ่ย จู่ๆ ก็นึกได้ว่าฉู่อี้อันเพิ่งจะกลับมาเมื่อเช้าเลยลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสั่งกับเจี่ยงลิ่ว “เจ้าไปดูที ท่านพ่อตื่นแล