้วหรือยัง”
“ขอรับ ท่านชาย!” เจี่ยงลิ่วรับคำสั่งและไปทันที
ฉู่ฉีเฟิงหันหลังกลับเข้าไปในห้องกับฉู่สวินหยาง ช่วงกี่วันมานี้เขายุ่งไปหมด จึงไม่อ้อมค้อมและเอ่ยตามตรง “ฤกษ์สมรสของซูหว่านและทั่วป๋าไหวอันกำหนดไว้วันที่หกนี้!”
ฉู่สวินหยางตกตะลึง เงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
ริมฝีปากของฉู่ฉีเฟิงก็โค้งยิ้มขึ้นมากกว่าเดิม พลางก้มหน้าดื่มชาแล้วเอ่ย “เป็นคำขอของทั่วป๋าไหวอัน ฤกษ์สมรสฤกษ์หน้าเห็นทีจะเป็นปลายเดือนยี่แล้ว ยามนี้โม่เป่ยกำลังวุ่นวาย เขาจะมีกะจิตกะใจว่างมาหยุดอยู่ที่เรื่องนี้ได้อย่างไร”
ฉู่สวินหยางเห็นด้วย ยิ้มเล็กน้อย ไม่คัดค้านใดใด
ฉู่ฉีเฟิงเหลือบมองสีหน้าของนางพลางลังเลอยู่นานนม สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ “เรื่องนี้ช่างแปลกนัก คืนวานซูหลินสองพี่น้องโดนลอบทำร้ายอาจจะเกี่ยวเนื่องจากอดีต แต่ทางหยางเฉิงกังนั้นยากจะเห็นเค้าลาง”
คำพูดของเขาฟังดูรื่นหู ระหว่างพูดสายตาของเขาก็จับจ้องอยู่แต่บนใบหน้าของฉู่สวินหยางเพื่อดูพฤติกรรมของนาง
ฉู่สวินหยางก้มหน้าดื่มชาทำเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อถึงขั้นนี้จะแกล้งโง่ต่อไปคงจะยากแล้ว ในที่สุดก็ขยับปากอย่างไม่สนใจเท่าไร “เรื่องนี้ เมื่อเช้าระหว่างทางกลับท่านพ่อได้แจงให้ข้าฟังแล้ว นับว่ามีลับลมคมในจริงๆ เรื่องซูหลินคืนวานนี้พวกท่านจะสงสัยว่าเขาเป็นคนทำก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ฝั่งหยางเฉิงกังนั้น…ขนาดท่านพ่อยังไม่กล้าแตะข้อห