ียนหายใจเข้าลึกและคลี่ยิ้มเล็กน้อย “มีเรื่องอะไรจึงต้องนัดข้ามาถึงนี่? เมื่อครู่ยังคิดว่าเจ้าล้อข้าเล่นอยู่เลย!”
“ได้อย่างไรกัน?” ฉู่สวินหยางเอียงหน้าส่งสัญลักษณ์ให้ชิงหลัว
ฉู่ฉีเหยียนเองก็อยากจะรั้งไว้แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง ชิงหลัวหันตัวออกไปออกแรงผลักประตูใหญ่เรือนมีสุขอย่างไม่เบาแรง
“ข้างนอกอากาศหนาว เข้าไปคุยด้านในเถิด!” ฉู่สวินหยางก็ลงจากหลังม้ามา
ฉู่ฉีเหยียนจึงทำอะไรไม่ได้ ได้เพียงลงจากม้าตาม
“เช้าตรู่เช่นนี้ ประตูก็ยังไม่เปิด ใครกัน?” คนด้านในขยี้ตางัวเงียพลางหาวหวอดๆ และเปิดประตูเตรียมจะออกไปปฏิเสธอย่างขอไปที “อภัยแขกทุกคนด้วยนะขอรับ ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาเปิดเรือน ขอเชิญพวกท่าน…”
“เจ้านี่ตาบอดหรืออย่างไร!” เขายังเอ่ยไม่ทันจบก็โดนคนตะครุบเสื้อ
ชิงหลัวดึงเขาออกมาจากประตู จ้องเขาหน้าตาย ก่อนเอ่ย “ดูท่านหญิงและซื่อจื่ออ๋องหนานเหอไม่ออกหรือไรกัน? ไล่แขกชั้นสูงกลับไป เจ้าคิดว่าเจ้ามีหัวกี่หัวให้ตัดกัน?”
คนผู้นั้นโดนว่าจนงงไปหมด
ยามนี้เถ้าแก่ร้านที่อยู่ด้านในก็รีบออกมา
แม้เขาจะไม่รู้จักแขกชั้นสูงอย่างซื่อจื่อหรือท่านหญิงแต่อย่างใด แต่เพียงเห็นการแต่งกายและมาดของพวกฉู่สวินหยางแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้ที่จะหาเรื่องได้ง่ายๆ
“มีตาหามีแววไม่!” เถ้าแก่ผลักบ่าวไปอีกด้านเต็มฝ่ามือ และรีบนำทั้งสองเข้าไปด้านในด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เจ้านั่นช่างเขลานักจึงได้เมนเฉยกับแขกชั้นสูงเช่นนี้ อย่างไรก็ขอให้ท่านอ