แต่สีหน้ากลับไม่ผิดแปลกแต่อย่างใด ช่างเดายากนัก !”
“งั้นก็ช่างเถิด !” ฉู่สวินหยางเห็นเขาคิ้วขมวดไม่คลายก็คลี่ยิ้มออกมา “อย่างไรเสียทั่วป๋าไหวอันและฉู่ฉีเหยียนต้องไม่นิ่งนอนใจอยู่แล้ว ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเช่นนี้เราเลี่ยงไปก็พอแล้ว กลัวไม่มีละครดูในวันดีๆ กันหรือ”
“เจ้านี่นี่!” ฉู่ฉีเฟิงยิ้มขึ้นมาอย่างเอ็นดู
สองคนพี่น้องคุยกันเรื่อยเปื่อยตามประสาพี่น้องอยู่พักหนึ่ง จนเจี่ยงลิ่วกลับมาบอกว่าฉู่อี้อันตื่นแล้ว ฉู่สวินหยางจึงวางน้ำหมึกนั้นแล้วออกไป
เมื่อกลับมาเรือนจิ่นฮว่าก็พบว่าชิงหลัวไม่อยู่ มีเพียงกระดาษสีเรียบฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ
ฉู่สวินหยางหยิบขึ้นมาดูแวบหนึ่งก็ทิ้งลง
ชิงเถิงเห็นท่าทางของนางก็สงสัยจึงไปหยิบมาดู เมื่อเห็นก็ตาเป็นประกาย “ใต้เท้าเหยียนหลิงทิ้งสาส์นไว้ให้ท่านหญิงนี่!”
โบกรถระหว่างทางไม่มีผล นี่ใต้เท้าเหยียนหลิงจะเปลี่ยนกลยุทธ์ เชื้อเชิญกันโจ่งแจ้งอย่างนี้เลยหรือ?
ฉู่สวินหยางปิดปากเงียบไม่พูด หยิบถ้วยออกมารินน้ำให้ตัวเอง
ชิงเถิงเห็นท่าทีของนางจึงถอนหายใจอย่างผิดหวัง “หม่อมฉันจะตีกลับไปเดี๋ยวนี้!”
“ตีกลับไปยังจะทำอะไรได้?” ฉู่สวินหยางหันข้างมองไปแวบหนึ่ง น้ำเสียงยังคงไม่เร่งไม่ร้อนใดๆ
ชิงเถิงหยุดฝีเท้าหันกลับมา สุดท้ายก็ทนไม่ไหวและเอ่ย “ท่านหญิง…ท่านไม่โกรธแล้วหรือ?”
ฉู่สวินหยางสีหน้าเหมือนปกติ ค่อยๆ ดื่มน้ำ แต่กลับไม่ตอบคำถามของนาง ทำเพียงหมุนตัวเดินเข้าไปด้านในพลางเอ่ย