าได้เรียบเฉยไม่แยแสสิ่งใดเหมือนอย่างตอนที่อยู่ในตำหนักไม่ แต่กลับยิ้มหัวเราะขึ้นอย่างขมขื่น “ถึงข้าจะเป็นเจ้าแผนการขนาดไหน ก็คงเทียบชั้นกับองค์รัชทายาทและท่านหญิงไม่ได้หรอก”
จากนั้นก็หันกลับไป แววตาดูถูกเหยียดหยามมองไปยังซูหลินที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม “พวกวังบูรพาของท่านเป็นคนเรียกซื่อจื่อซูมาสินะ? หากไม่มีวังบูรพาคอยช่วยเหลืออยู่ลับหลัง ลำพังแค่ความสามารถของข้าเอง คงโดนฮ่องเต้จัดการจนแหลกไม่เหลือสิ้นดีเลยกระมัง?”
ถึงแม้ฉู่ฉีเฟิงจะไม่ได้บอกเรื่องนี้กับนางก่อน แต่ไม่ต้องบอกฉู่สวินหยางก็รู้อยู่แล้ว ที่ซูหลินโผล่มาในเวลาแบบนี้ ต้องเป็นเพราะฉู่ฉีเฟิงบงการอยู่เบื้องหลังเป็นแน่
หากฮ่องเต้ปิดประตูคุยเรื่องนี้กับพวกเขาสองคนพ่อลูกและทั่วป๋าไหวอัน ถึงแม้จะรู้ความจริงของเรื่องนี้แล้ว สุดท้ายก็ต้องประนีประนอมคุยกันอยู่ดี แต่เมื่อซูหลินก้าวเท้าเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ ก็จัดการแบบเรื่องคนในครอบครัวไม่ได้อีกต่อไป
ทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องใด หากเกี่ยวพันธ์ถึงสกุลซูแล้ว จำเป็นต้องจัดการอย่างระมัดระวัง ดูท่าฮ่องเต้คงต้องปวดหัวกับเรื่องนี้อีกแล้ว
ฉู่สวินหยางนึกถึงภาพเหตุการณ์เมื่อกี้ที่ฮ่องเต้ถูกบีบบังคับจนไม่รู้จะทำยังไง ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
เมื่อนางหัวเราะ ดวงตาของนางก็ยกงอราวกับพระจันทร์เสี้ยวสองดวง ลูกตาดำสะท้อนให้แววตาเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ระยิบระยับราวกับดวงดาวที่ส่องแสงสว่างอยู่กลางท้องฟ้า
ทั่วป๋าไหวอันเ