้เรียกว่ามีใจงั้นรึ?
เป็นเยี่ยงนั้นรึ…
หรือพูดให้ถูกแล้วล่ะก็ ต่างคนต่างมีใจหวังให้อีกฝ่ายลำบากมากกว่ากระมัง!
นางหาได้สนใจไม่ สีหน้าท่าทางรับฟังคำสั่งอย่างโดยดี ทั่วป๋าไหวอันที่อยู่ด้านข้างเห็นแล้วก็รู้สึกขมขื่นใจ
“กระหม่อมขอขอบพระทัยความรักความเอ็นดูที่ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทมอบให้มากพ่ะย่ะค่ะ แต่ว่า…” ฮ่องเต้ยังพูดไม่ทันจบ จู่ๆ ทั่วป๋าไหวอันก็ลุกขึ้นเดินไปนั่งลงข้างกายฉู่สวินหยาง
เขาเอ่ยพูดออกมาอย่างไม่ลังเล หางตาอดไม่ได้ที่จะชายมองฉู่สวินหยาง พลางพูดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำ “ฝ่าบาททรงถอนคำพูดเถิดพะยะค่ะ กระหม่อมออกเรือนกับท่านหญิงสวินหยางไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้กำลังยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แต่เมื่อได้ยินคำพูดดังนั้นก็โยนทิ้งลงพื้นอย่างแรง
สีหน้าของฉู่อี้อันที่อยู่ด้านข้างเปลี่ยนไปในทันที พลันวางถ้วยชาในมือลงบนโต๊ะเสียงดัง เอ่ยขึ้นเสียงเย็นชาว่า “ทั่วป๋าไหวอัน ข้าเห็นแก่พระราชาแห่งแคว้นโม่เป่ย ถึงได้ยินยอมที่จะผูกสัมพันธ์ด้วย แต่เจ้ากลับไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี กล้าดูถูกบุตรสาวของข้าต่อหน้าผู้คน นี่เจ้าต้องการทำให้ข้ารู้สึกเสียหน้าใช่ไหม?”
ในใจของทั่วป๋าไหวอันกรีดร้องโอดครวญ แต่เวลานั้นทำได้เพียงกัดฟันอดทนเอาไว้
ฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ก็รู้สึกได้ขึ้นมา รอยยิ้มบนใบหน้าหายไป เปลี่ยนเป็นความเยือกเย็นที่ปกคลุมใบหน้าเอาไว้ เอ่ยขึ้นเสียงเย็นชา “ทำไม? สวินหยางเป็นคนที่ข้าแต่งตั้งให้เป็นท่านหญิงเองกับ