นัยว่าอนุญาตให้เข้าเฝ้าได้ จึงหันไปส่งสายตาให้เย่าสุ่ย “เรียกให้ซื่อจื่อซูเข้ามา!”
“ขอรับ!” เย่าสุ่ยขานตอบ รีบลุกขึ้นมาออกไปบอกต่อ
ไม่นานหลังจากนั้น ซูหลินก้าวเข้ามาจากด้านนอกตำหนักด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโมโห เขาปรายตามองผ่านแผ่นหลังของทั่วป๋าไหวอันและฉู่สวินหยาง แล้วเดินผ่านสองคนไป จากนั้นคุกเข่าถวายความเคารพให้ฮ่องเต้ลงที่เบื้องหน้าโต๊ะทรงอักษร “กระหม่อมซูหลิน ขอถวายบังคมฝ่าบาทพะยะค่ะ ทรงพระเจริญหมื่นหมื่นปี!”
ฮ่องเต้พิงพนักเก้าอี้ ลืมตาขึ้นมอง น้ำเสียงนั้นแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ความน่าเกรงขามก็หาได้ลดหย่อนไม่ “ริอาจบุกรุกเข้ามาถึงห้องทรงอักษร เจ้านี่กล้ามากขึ้นทุกวันเชียวนะ!”
ถึงแม้เข้าจะไม่โมโห แต่เมื่อซูหลินได้ยินดังนั้นก็กลัวจนตัวสั่นเหมือนกัน
แต่ว่าตอนนั้นเขากำลังโมโห และยอมรับว่าคำพูดนั้นมีเหตุผล ถึงทำจิตใจให้สงบ จากนั้นก้มหัวคำนับฮ่องเต้เป็นการขออภัยโทษ จากนั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับฮ่องเต้แล้วพูดว่า “ฝ่าบาท โปรดให้อภัยกระหม่อมด้วย กระหม่อมควรได้รับโทษฐานก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นด้านหน้าตำหนัก แต่กระหม่อมมีเหตุให้ต้องทำเยี่ยงนี้ ข้ากระหม่อมทำไปเพื่อชีวิตการแต่งงานของน้องสาว หวังว่าฝ่าบาทจะออกหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้กับน้องสาวของข้าด้วยเถิด!”
ทั่วป๋าไหวอันหลับตาลง ถอนหายใจขึ้นในใจ แต่ไม่นานนัก สีหน้าของเขาก็กลับมาเป็นปกติ
ฮ่องเต้คิดไม่ถึงว่าซูหลินจะถึงขั้นบุกรุกเข้ามาในวัง เ