รไม่ออก
ริมฝีปากของทั่วป๋าไหวอันกระตุกยิ้มเยาะดูถูกตนเอง หลับตาลงแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมรู้ดีว่าข้าได้หยามเกียรติท่านหญิงไป แต่ทว่าเรื่องนี้มีบางอย่างผิดปกติ เพราะว่า…”
คำพูดของเขายังไม่ทันจบ ก็มีเสียงผู้คนโหวเหวกโวยวายดังขึ้นมาจากด้านนอก
ที่แห่งนี้คือสถานที่สำคัญอย่างห้องทรงอักษร คนปกติธรรมดาไม่มีสิทธิที่จะเฉียดเข้าใกล้
สมาธิของฮ่องเต้ถูกดึงออกไป ใบหน้าที่หมองคล้ำก็ยิ่งมืดมนจนไม่น่ามองขึ้นไปอีก
หลี่รุ่ยเสียงขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ตะโกนขึ้นถามฝั่งตรงข้าม “มีเรื่องอะไรถึงได้มาโวยวาย?”
ไม่นานหลังจากนั้น เย่าสุ่ยวิ่งเข้ามาอย่างร้อนเหงื่ออาบไปทั่วหน้า คุกเข่ากราบทูลอย่างหวาดกลัว “ฝ่าบาท โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วยพะยะค่ะ ข้าน้อยทำงานพลั้งพลาด ซื่อจื่อซู[1]แห่งจวนอ๋องฉางซุ่นมาเข้าเฝ้าบอกว่ามีเรื่องเร่งด่วนพะยะค่ะ ข้าน้อยห้ามแล้วแต่ห้ามเอาไว้ไม่ได้”
ซูหลินรึ?
ถึงแม้ผู้รับช่วงต่อแห่งสกุลซูจะเป็นคนเหลาะแหละไม่ได้เรื่อง แต่ก็ไม่ถึงขั้นจะแยกแยะเรื่องราวใดไม่ถูกหรอกกระมัง
ฮ่องเต้รู้สึกสงสัย
ฉู่อี้อันลืมตาดูเหตุการณ์ด้านนอก แล้วพูดว่า “ใช่ว่าจะเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาเสียหน่อย เหตุใดซื่อจื่อซูถึงรีบร้อนจะเข้าเฝ้าฮ่องเต้ให้ได้ขนาดนี้ คงไม่ใช่มีเรื่องอะไรจะกราบทูลเสด็จพ่อหรอกใช่ไหมขอรับ?”
ถึงอย่างไรก็เป็นขุนนางที่ทำความดีความชอบ ฮ่องเต้เองก็ยากที่จะปฏิเสธเขาต่อหน้าคนอื่น
หลี่รุ่ยเสียงเห็นเขาเงียบเป็น