าไปหยิบหีบทั้งสี่ออกมา
แต่ฉู่สวินหยางกลับเดินออกไปไม่แม้จะเหลือบมอง…
สิ่งของพวกนี้หากตนไม่รับไว้ ก็เสียของเปล่าประโยชน์ หวังว่าหลังจากนี้ฮองเฮาจะต้องเสียใจที่ตัดสินใจกระทำการนี้!
เมื่อนางเดินจากออกไป ภายในหลังม่านในห้องหนึ่งของตำหนัก ก็มีคนสองคนเดินตามกันออกมาอย่างเชื่องช้า พื้นรองเท้าหนาตึกเหยียบลงบนอิฐทองคำ ไร้ซึ่งเสียงใดดังขึ้น
คนที่อยู่ด้านหน้าที่ถือพู่ไว้ในมือ ดวงตาเรียวคม ทั้งยังสงบใจเย็นผู้นั้นก็คือขันทีคนสนิทของฮ่องเต้นามว่าหลี่รุ่ยเสียง ส่วนคนด้านหลังที่เดินตามอยู่นั้น ก็คือลูกศิษย์ของเขานามว่าเย่าสุ่ย
คนหนึ่งเดินนำอยู่หน้า อีกคนเดินตามอยู่ด้านหลังเดินออกมาจากด้านในตำหนัก หลี่รุ่ยเสียงไม่พูดร่ำทำเพลง รีบเดินเข้าไปถวายความเคารพแก่หลัวฮองเฮา
หลัวฮองเฮาโบกมือ เขาจึงก้มหัวคำนับหันหลังกลับไป ไม่แม้แต่เอ่ยคำใดขึ้นตั้งแต่เริ่มจนจบ
แม่นมเหลียงเดินเข้ามาภายในตำหนัก หลัวฮองเฮาพิงเบาะแล้วยกมือขึ้นนวดขมับอย่างเหนื่อยล้า พูดขึ้นด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “แม่นม เจ้าคิดว่าเหตุการณ์วันนี้มันเป็นยังไงกันแน่?”
ฮ่องเต้สั่งให้หลัวฮองเฮาออกหน้าเพื่อดูท่าทีของฉู่สวินหยางและบีบบังคับสั่งให้อีกฝ่ายทำตาม พระองค์เองก็เตรียมการไว้แล้วอย่างดิบดี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าความเหนื่อยยากลำบากที่ตนอุตส่าห์เตรียมตัวไว้นั้น จะแลกมาได้แค่การพยักหน้าอย่างง่ายดายของแม่หญิงผู้นั้น
หากรู้ก่อนแต่ทีแรกว่าฉู่สวินหยางจะเป็นคนว