่อๆ ใบไม้สีทองที่ซูอี้ขว้างมานั้นพลาดเป้าไปกว่าครึ่ง ในเวลาเดียวกันเขาก็กวาดมีดโค้งในมือ สะท้อนแสงสีเงินออกมาท่ามกลางความมืดมิด ราวกับสายฟ้าฟาดผ่ากลางอากาศ ใบไม้สีทองสองใบถูกใบมีดปัดออกไป จึงมีเพียงชิ้นเดียวที่เขาไม่สามารถหลบหลีกได้ ปักเข้าไปที่ไหล่ขวา บนเสื้อคลุมสีดำของเขาจึงปรากฏรอยขาดขนาดใหญ่ขึ้น
ซูอี้มองคนผู้นั้นจากที่ไกลๆ ถึงกับตกตะลึง
สามารถหลบอาวุธลับห้าชิ้นของเขาในเวลาสั้นๆ บนโลกนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
เหยียนหลิงจวินที่อยู่ด้านข้างนั้นคว้าตัวเขา “ไป!”
คนทั้งสาม พร้อมกับเงาที่ทอดตาม เคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับผ่านสายรุ้ง หนีมาสักพักก็เร้นกายซ่อนตัวเลียบเคียบไปกับกำแพงที่สูงๆ ต่ำๆ
คนชุดดำยังคงทอดสายตาสงบนิ่งไร้คลื่นน้ำ
ซูอี้นั้นหันกลับไปมอง กลับพบว่าเขาปรับเปลี่ยนท่าทางไปตามเดิมแล้ว จับด้ามมีดที่เอวด้วยมือเดียวอย่างเงียบๆ ใช้ท่าทางเหมือนกับกำลังมองดูชีวิตผู้คน มุ่งกลับไปสนใจยังฉากต่อสู้ในตรอกด้านล่างเช่นเดิม
ราวกับว่า…
การปะทะดุเดือดเมื่อสักครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เสียงการต่อสู้ในซอยนั้นค่อยๆ ทิ้งห่างออกไป ทั้งสามคนก็ไม่รั้งอยู่ที่ไม่ควรจะอยู่นาน รีบวิ่งกลับไปยังที่พักของเหยียนหลิงจวิน
อิ้งจื่อไม่ได้รับบาดเจ็บ เพียงแต่มวยผมนั้นถูกอาวุธลับจนยุ่งเหยิง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดูแทบไม่ได้
เหยียนหลิงจวินเหลือบมองนางก่อนจะกล่าว “กลับไปพักเถอะ ที่นี่ไม่มีเรื่องให้เจ้าทำแล้ว”
“เจ้าค่ะ!”