่นอายของความมืดจากด้านนอกแผ่เข้ามา ท้องฟ้ากลับปรากฏสีขาวราวท้องปลาเป็นรางๆ
ดวงตาของเขาดูเงียบสงบและห่างไกล เวลานี้จึงกล่าวขึ้น “ด้วยตำแหน่งที่เขายืนในเวลานี้ พูดได้ว่า มีความรู้หูตากว้างไกลก็ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินไป ไม่มีเหตุผลที่อิ้งจื่อลงมือสองครั้งแต่เขากลับไม่ค้นหา แต่เหตุใดถึงมาถูกจับได้ในตอนที่กำลังเดินออกมาอย่างเงียบๆ?”
ซูอี้พึมพำไม่เต็มเสียง “ความหมายของเจ้าก็คือ…เขาตั้งใจอ่อนข้อให้? จงใจปล่อยอิ้งจื่อให้หนีไป ดึงซูหลินและพวกเขาเข้าไว้ด้วยกัน”
“เป็นเพราะเหตุใด?” เหยียนหลิงจวินกลับไม่ตอบคำถามนั้น นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนตารางหมากรุกเป็นระยะๆ เผยรอยยิ้มหยอกล้อให้แก่ซูอี้ “สกุลซูจะมีความแค้นฝังลึกขนาดนี้กับใครได้บ้างเล่า? เจ้าก็รู้กฏที่ราชวงศ์สร้างองค์รักษ์ลับ คนแบบนี้แทนที่จะเป็นคน มิสู้เป็นอาวุธสังหารคน แล้วคนแบบนี้…มีเหตุผลอะไรที่จะละเลยภารกิจอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ”
ถ้าไม่ใช่องค์รักษ์ลับหลวง ก็เป็นหน่วยกล้าตายที่ตระกูลสูงศักดิ์ใหญ่ๆ ฝึกฝนมา เช่นนั้นก็ไม่ควรให้พวกเขามีความรู้สึกส่วนตัว เพราะว่า…
ความรู้สึกมักจะนำเรื่องเลวร้ายมา!
ซูอี้ที่ก่อนหน้านั้นถูกวรยุทธ์ที่ร้ายกาจของเขาดึงดูด เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็ไม่ควรที่จะมองข้าม
“ดูอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล” ซูอี้กล่าว ในขณะที่คิ้วขมวดครุ่นคิดนั้นก็ยิ้มอย่างเหน็บแหนม “ไม่ใช่ว่าตาเฒ่าจะคิดไปทางเดียวกับเจ้าเสียหน่อย ตั้งใจจะยิงปืนนัดเดียว