หากนับซูอี้เป็นคนสกุลซู นั่นก็เท่ากับว่า เขามีเรื่องที่ปิดบังนางอยู่ แต่ฉู่สวินหยางก็ไม่ได้มีนิสัยหาเรื่องให้คนโดยไร้เหตุผล ครั้งนี้ขุดกับดักหลุมใหญ่ไว้ให้ซูอี้แล้วจริงๆ ทว่าจะดูอย่างไรก็ไม่ใช่นิสัยนาง
หลังจากที่เหยียนหลิงจวินคิดแล้วคิดอีกก็ยังคงคาดเดาถึงความเป็นไปได้ต่างๆ มองไปที่ซูอี้ด้วยความสงสัย “เจ้าเคยล่วงเกินนาง?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” ซูอี้หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ทั้งยังมองเหยียนหลิงจวินที่มองเขาด้วยสายตาครุ่นคิดไปพลางสงสัยไปพลาง จนเกือบจะทนไม่ไหว สาบานต่อหน้าฟ้าดินว่าเขากับเด็กคนนั้นไม่เคยเจอกันมาก่อน “เหตุใดเจ้าจึงมองข้าเช่นนี้? วันนี้ข้าเพิ่งพบเจอนางเป็นครั้งแรก นางก็มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้ข้าเสียแล้ว หากจะหาเอาคำตอบอย่างไรก็ไม่มีทางมาเกี่ยวข้องกับข้าหรอก?”
ทั้งสองคนต่างก็จ้องมองกันและกันอย่างเงียบงันครู่หนึ่ง สุดท้ายแล้วก็พากันหลบตาหัวเราะอย่างขมขื่น
ซูอี้ที่ครุ่นคิดด้วยท่าทีจริงจังเล็กน้อยนั้นเดินไปอยู่ตรงหน้าของเหยียนหลิงจวิน ตบไหล่ของเขาก่อนจะกล่าวว่า “เรื่องของข้าและสกุลซูที่ถูกเปิดเผยจะช้าจะเร็วก็ไม่เป็นเรื่องใหญ่แต่อย่างใด เจ้าไม่ต้องกังวลไป แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าเราร่วมมือกันแล้ว จากนี้ต่อไปคงมิวายโดนร่างแหไปด้วยกันแน่ หลายปีมานี้เส้นสายของสกุลซูในราชสำนักก็หาได้มีน้อยไม่ เจ้าเข้าออกวังหลวงบ่อยครั้ง เป็นห่วงตัวเอง…จะดีเสียกว่า!”