“เป็นไปไม่ได้!” เหยียนหลิงจวินส่ายหน้ายิ้มๆ “รัชทายาทเป็นคนรอบคอบ คงไม่เสี่ยงเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาเล่นใกล้หูใกล้ตาฝ่าบาทหรอก แต่ฮ่องเต้นั้น…ข้าว่า สีหน้าพระองค์ในตอนนั้นดูเปลี่ยนเป็นคนละคนเลยจริงๆ”
หากเป็นฝีมือของฉู่อี้อัน เป็นไปไม่ได้ที่ฉู่สวินหยางจะไม่รู้ล่วงหน้า ทั้งยังตั้งใจไปเชิญเฉินเกิงเหนียนมาช่วยกู้หน้า
เขาอีก
ส่วนฝ่าบาทนั้น…
ตอนที่กำลังสอบสวนพี่น้องทั่วป๋าไหวอันต่อหน้า พระองค์ก็พุ่งเป้าเค้นหนัก ทำไมตอนนี้กลับมอบหมายให้หยางเฉิงกังหาเบาะแสเองเสียเล่า?
คิดมาถึงตรงนี้ เหยียนหลิงจวินก็ยังไม่รู้จะทำเช่นไร
กลับเป็นซูอี้ที่มองออก กล่าวอย่างยิ้มๆ ว่า “หยางเฉิงกังนำดวงชะตาขุนนางที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นกลับไปด้วยมิใช่หรือ?”
รอหยางเฉิงกังทำนายผลออกมา เวลานั้นก็จะมีเบาะแสออกมาเอง
“ถูกของเจ้า!” เหยียนหลิงจวินยิ้ม “เป็นข้าที่วู่วามเอง”
ซูอี้ไม่พูดมาก เมื่อหาทางออกได้ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เมื่อครู่ที่เจ้าสั่งอิ้งจื่อให้ไปทำคือ…”
“ไม่มีอะไร” เหยียนหลิงจวินกลับไม่ยอมพูดอะไรออกมา ในใจนั้นลอบถอนหายใจ
เด็กคนนั้นไม่รู้ว่าโกรธอะไรหนักหนา โมโหจนทำเรื่องไร้เหตุผล แม้แต่ข่าวของโม่เป่ยก็ไม่สนใจเสียแล้ว
เขาไม่อยากพูด ซูอี้ก็ไม่สาวความต่อ เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ทั้งสองคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไป