ยตามองย้อนกลับมา แต่กลับเห็นร่างที่สวมชุดแดงหม่น นั่นคือเหยียนหลิงจวินรูปร่างหน้าตาหล่อเหลายืนยิ้มอยู่ด้านหลังนาง
มือของเขาถือประทัดซึ่งเหมือนกับประทัดที่ก่อนหน้าสวินหยางโยนเล่นเพื่อแก้เบื่อ สายตาเหลือบไปเห็นกลุ่มสาวน้อยที่วิ่งเล่นสนุกสนาน มองไปรอบๆ และมองกลับมา มองเห็นสาวน้อยที่พิงกำแพงตรงทางเดินอย่างเฉยชา เขาอดหัวเราะไม่ได้ “เจ้าควรไปเล่นกับพวกนาง มัวแต่อุดอู้ทำอะไรอยู่คนเดียวรึ?”
ลักษณะนิสัยของฉู่สวินหยางไม่ใช่ว่าไม่อยากเข้าสังคม เพียงแต่ต้องดูว่านางอยากไปหรือไม่
“มีเรื่องกังวลใจ จะเล่นก็ไม่สนุก!” ฉู่สวินหยางถอนหายใจด้วยความฟุ้งซ่าน ขาขวาที่วางขวางราวประคองก็ถอยออกมาแล้วขยับตัวเพื่อให้มีที่ว่างตรงนั้น
พอเหยียนหลิงจวินสะบัดชุดที่สวมแล้วนั่งลงอย่างไม่เกรงใจ
ฉู่สวินหยางใช้คางชี้ทางที่เขามาจากวังหลังพลางเอ่ย “เป็นเช่นไรบ้าง? เขาไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
“ตั้งแต่ต้นจนจบทุกอย่างเป็นเพียงการแสดงฉากหนึ่ง จะเป็นอะไรไปได้ล่ะ?” เหยียนหลิงจวินเบะปากหน้าบึ้ง โยนประทัดขึ้นสูงแล้วรับ หมุนด้ามจับประทัดควงเล่นเป็นวงกลมแล้วพูดแดกดันออกนอกหน้าว่า “จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องทำให้เขาลำบากใจ คนอย่างเขาขี้สงสัยและระแวง วันนี้ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อเพื่อผลกำไรอันน้อยนิด ฮ่องเต้ของเจ้าอายุมากเช่นนี้ก็ยังทะเยอทะยานไม่เปลี่ยนจริงๆ!”
“หึ…” ฉู่สวินหยางหัวเราะแต่นางกลับไม่ได้แสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้ นางงอเข่า เอาคาง